10 ที่เที่ยวโตเกียว ห้ามพลาดในแต่ละฤดู ในปี 2020

ที่เที่ยวโตเกียว
[สารบัญ] 10 ที่เที่ยวโตเกียว ห้ามพลาดในแต่ละฤดู ในปี 2020
    Add a header to begin generating the table of contents

    โตเกียว หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความครบเครื่องในทุกๆเรื่อง บางครั้งเมืองแห่งนี้ก็เป็นเมืองที่หรูหราดูดีมีเสน่ห์ แต่บางมุมก็มีความคลาสสิคซ่อนอยู่มากมายจนสาธยายไม่หมด ดังนั้น 10 ที่เที่ยวโตเกียว ห้ามพลาดในแต่ละฤดู ในปี 2020 บทความนี้จะขอตีแผ่เรื่องราวต่างๆในมุมที่คุณอาจจะยังไม่ทราบ ยกตัวอย่างเช่น สถานที่ท่องเที่ยวที่กำลังอยู่ในกระแสและแหล่งท่องเที่ยวที่มีการอัพเดท การเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศของโตเกียวในแต่ละช่วงเวลา และ เทศกาลและกิจกรรมที่น่าสนใจในแต่ละเดือนอย่างละเอียด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจก่อนเลือกออกไปเผชิญกับประสบการณ์ในแหล่งท่องเที่ยวของจริงในกรุงโตเกียวในปี 2020 นี้นั่นเอง

    บทความแนะนำ

    วิธีเดินทางคร่าวๆในโตเกียว

    การเดินทางในกรุงโตเกียวโดยบริการพาหนะสาธารณะนั้นมีหลายแบบ หลายประเภท อาทิเช่น รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน รถราง และรถโดยสารประจำทาง อีกทั้งยังมีผู้ประกอบการหลายบริษัททั้งรัฐบาลและเอกชนอีกด้วย เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจเราจะนำทุกท่านไปทำความรู้จักกับบัตรเดินทางประเภทต่างๆโดยสังเขป

    1. Tokyo Metro-24 hour Ticket

    ราคา Tokyo Metro-24 hour Ticket
    เริ่มต้นที่
    231 บาท

    บัตรเดินทางแบบเหมาจ่ายแบบ 24 ชั่วโมง บัตรประเภทนี้ถือว่ามีความคุ้มค่าและราคาประหยัดที่สุดสำหรับใครที่อยากท่องเที่ยวในโตเกียวด้วยรถไฟใต้ดิน โตเกียว เมโทร ที่เปิดบริการ 9 เส้นทาง ครอบคลุมพื้นที่การเดินทางในย่านสำคัญเกือบทั้งหมด ข้อเสียเพียงอย่างเดียวที่เราพบคือไม่สามารถใช้ร่วมกับรถไฟใต้ดินโทเอ ได้นั่นเอง

    2. Toei Marugoto Kippu

    บัตรเดินทางเหมาจ่ายแบบ 1 วัน ที่เป็นคู่แข่งสำคัญของ Tokyo Metro-24 hour Ticket สิทธิ์พิเศษของผู้ถือบัตรประเภทนี้คือสามารถเดินทางท่องเที่ยวโดยใช้บริการรถไฟใต้ดินและรถบัสที่ให้บริการโดยบริษัทโทเอ เท่านั้น ข้อเสียที่สำคัญก็คือไม่สามารถครอบคลุมเส้นทางต่างๆในกรุงโตเกียวได้ครบถ้วนเหมือนบัตรประเภทอื่นๆนั่นเอง

    3. SEIBU 1,2 Day Pass

    ราคา SEIBU 1,2 Day Pass
    เริ่มต้นที่
    244 บาท

    บัตรเดินทางแบบเหมาจ่าย 1 หรือ 2 วัน จัดมาให้กับนักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเดินทางท่องเที่ยวในแถบชานเมือง โดยเฉพาะจังหวัดไซตามะซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามน่าเยี่ยมชมอยู่หลายแห่ง ข้อเสียที่เห็นได้ชัดของบัตรประเภทนี้ก็คือไม่ครอบคลุมการเดินทางภายในกรุงโตเกียว รวมถึงใช้บริการได้กับรถไฟของ SEIBU เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

    4. JR Tokyo Wide Pass

    บัตรเดินทางแบบเหมาจ่ายมีอายุเดินทาง 3 วัน สามารถใช้บริการรถไฟ JR Railways และ TOBU ได้ทุกเส้นทาง อีกทั้งยังสามารถใช้บริการรถไฟจากสนามบินเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ รวมถึงสามารถใช้บริการรถไฟหัวกระสุนความเร็วสูงอย่างชินงันเซน ได้อีกด้วย ข้อดีของบัตรใบนี้ถือว่าคุ้มค่าสำหรับนักท่องเที่ยวท่านใดที่เน้นออกไปนอกเมืองเป็นหลัก เพราะท่านสามารถเดินทางไปได้ทั้ง 8 จังหวัดในภูมิภาคคันโต ด้วยบัตรใบนี้ใบเดียวนั่นเอง ส่วนข้อเสียของบัตรประเภทนี้คือไม่สามารถใช้บริการรถไฟใต้ดิน รถบัส และรถของบริษัทอื่นๆได้ ทำให้ไม่สามารถครอบคลุมการเดินทางในกรุงโตเกียวได้ครบทุกพื้นที่เป็นต้น

    5. Tokyo Free Kippu

    อีกหนึ่งบัตรท่องเที่ยวสุดคุ้มที่ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการในภูมิภาคันไซ ซึ่งประกอบไปด้วย จังหวัดตอนกลางและตะวันตกของเกาะฮอนชู ได้แก่ จังหวัดชิงะ (Shiga), จังหวัดนารา (Nara), จังหวัดวากายะมะ (Wakayama), จังหวัดเกียวโต (Kyoto), จังหวัดโอซาก้า (Osaka) จังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo) และจังหวัดโอซาก้า (Osaka) เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางออกนอกตัวเมืองโอซาก้า หรือมีแผนการเดินทางข้ามเมืองบ่อยๆ เนื่องจากสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ถือบัตร Kansai Thru Pass ก็มีความคล้ายคลึงกับ Osaka Amazing Pass ที่ครอบคลุมพื้นที่การเดินทางโดย รถไฟฟ้าใต้ดิน รถบัส(บางเส้นทาง) และรถราง แต่จะมีความพิเศษกว่าคือสามารถใช้ได้กับขนส่งมวลชนที่กล่าวมาข้างต้นในทุกเมือง ทั่วทั้งเขตคันไซ รวมถึงสิทธิพิเศษในการเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภูมิภาคนี้ถึง 350 แห่ง ทั้งนี้ยังไม่รวมกับส่วนลดหรือโปรโมชั่นต่างๆของร้านค้าที่เป็นพันธมิตรของบัตรประเภทนี้ สุดท้ายสิ่งที่บัตร Kansai Thru Pass เหนือกว่าบัตรอื่นๆก็คือ นักท่องเที่ยวสามารถบริหารวันและเวลาที่ใช้บัตรได้ตามความเหมาะสมไม่จำเป็นต้องรีบใช้ให้หมด กล่าวได้ว่าการตอกบัตรหนึ่งครั้งมีระยะเวลาครอบคลุมการใช้ 1 วัน โดยนักท่องเที่ยวสามรถเดินทางได้ในทุกเส้นทางที่กำหนดไว้ หากยังไม่มีการตอกใช้ในวันถัดไปจำนวนระยะเวลาจะยังคงเหลืออยู่ตามจริงนั่นเอง

    6. Tokunai Pass

    บัตรเดินทางแบเหมาจ่ายมีอายุการเดินทาง 1 วัน เป็นบัตรในฝันของนักท่องเที่ยวที่ต้องการพิชิตแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในย่านสำคัญของกรุงโตเกียวให้ครบ เพราะด้วยเงื่อนไขของบัตรใบนี้ท่านสามารถเดินทางไปได้เกือบทุกสถานีที่มีรถไฟให้บริการ ใช้ได้ทั้งรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินแบบฟินสุดๆ แต่อาจต้องสะดุดเล็กน้อยเพราะข้อด้อยของบัตรใบนี้คือไม่สามารถครอบคลุมการเดินทางที่ไกลห่างออกไปจากมหานครโตเกียวนั่นเอง

    7. Greater Tokyo Pass

    บัตรเดินทางแบบเหมาจ่ายมีอายุเดินทาง 3 วัน เป็นบัตรที่มีเงื่อนไขการใช้งานสูสีกับ JR Tokyo Wide Pass ครอบคลุมเส้นทางการเดินทางมากที่สุดในกรุงโตเกียว อีกทั้งยังสามารถใช้ท่องเที่ยวได้อีก 6 จังหวัดในเขตภูมิภาคคันโต ข้อดีของบัตรประเภทนี้คือใช้บริการขนส่งสาธารณะได้เกือบทุกบริษัท ยกเว้นรถไฟ JR และ Yuriamome บางเส้นทาง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวชีพจรลงเท้าที่อาจจะใช้เวลาบนระบบขนส่งสาธารณะมากกว่าในที่พักนั่นเอง ถ้าต้องการความสมดุลย์ของการเดินทางบัตรใบนี้ถือว่าคุ้มค่าในราคาที่เหมาะสมเลยทีเดียว

    8. Tokyo Subway Ticket

    บัตรเหมาจ่ายที่มีอัตราการคิดค่าบริการแปลกประหลาดกว่าใครเพื่อน เพราะไม่ได้เหมากันเป็นวันแต่คิดเวลาตามจริงรายชั่วโมงนั่นเอง ข้อดีของบัตรใบนี้คือสามารถครอบคลุมการเดินทางไปได้ทุกพื้นที่ซึ่งรถไฟใต้ดินสามารถสัญจรไปถึง โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองแทบจะครบจบในบัตรเดียว แต่ข้อเสียของบัตรใบนี้คือไม่สามารถใช้บริการร่วมกับการเดินทางแบบอื่นได้เลยนั่นเอง

    #1
    ที่เที่ยวโตเกียว
    บ่อน้ำพุร้อนโอเอโดะโมโนกาตาริ
    (Oedo Onsen Monogatari)

    บัตรเข้า บ่อน้ำพุร้อนโอเอโดะโมโนกาตาริ
    ราคาเริ่มต้นที่
    559 บาท

    หากกล่าวถึงแหล่งน้ำพุร้อนทีมีชื่อเสียงในโลกแล้วประเทศญี่ปุ่นนั้นยืนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากภูมิประเทศของญี่ปุ่นเปรียบเสมือนภูเขาไฟลอยน้ำ จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจหากที่นี่จะมีบ่อน้ำพุร้อนกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศนับหมื่นแห่ง ทำให้คนญี่ปุ่นนั้นรู้สึกผูกพันกับสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่ในอดีตและในปัจจุบันผู้คนก็ยังนิยมใช้บริการบ่อน้ำพุร้อนสาธารณะกันอย่างล้นหลามเช่นเดิม ในกรุงโตเกียวมีบ่อน้ำพุร้อนให้เลือกใช้บริการด้วยกันหลายแห่ง แต่ในนาทีนี้คงไม่มีที่ไหนคุ้มค่าต่อการเสียสละเวลามาใช้บริการเท่ากับ บ่อน้ำพุร้อนโอเอโดะโมโนกาตาริ อีกแล้ว

    ค่าเข้า/บริการ : 
    ค่าบริการแรกเข้าสำหรับผู้ใหญ่ราคา 1,500 เยน
    ค่าบริการแรกเข้าสำหรับเด็กราคา 800 เยน

    เวลาที่เหมาะจะไปเที่ยว : ทุกช่วงเวลา

    การเดินทาง : นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้การเดินทางได้ 3แบบ ได้แก่

    1. ใช้บริการรถไฟสาย Yurikamome ลงที่สถานี Telecom Center และโดยสารรถ shuttle bus ไปยังบ่อน้ำพุร้อนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
    2. ใช้บริการรถไฟสาย Rinkai (สายสีเขียว) มาลงที่สถานี Tokyo Teleport Station และโดยสารรถ shuttle bus ไปยังบ่อน้ำพุร้อนประมาณ 7 นาที ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
    3. ใช้บริการรถบัสจากสถานี Hamamatsucho ช่องทางเดินรถที่ 9 เพื่อไปลงปลายทางที่ Oedo Onsen Monogatari ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 20 นาที

    จุดเด่น

    • เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่จัดแต่งในบรรยากาศแบบสวนสนุกย้อนยุค ราวกับได้เที่ยวอยู่ในงานวัดในยุคสมัยเอโดะ
    • มีบ่อน้ำร้อนให้เลือกใช้บริการหลายรูปแบบ อาทิเช่น บ่ออาบน้ำขนาดใหญ่แบกแยกหญิงชาย ทั้งแบบ indoor และ Open-Air
    • Kinu-No-yu อ่างอาบน้ำที่มีฟองอากาศแบบไมโครนาโน มีอานุภาคเล็กเล็กมาก มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อและเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย
    • Rock Salt Sauna ห้องซาวน่าหินเกลือสุดแสนพิเศษโดยการใช้หินจากเทือกเขาหิมาลัยซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีคุณสมบัติพิเศษช่วยให้ผู้มาใช้บริการรู้สึกผ่อนคลายและลดความตึงเครียดได้เป็นอย่างดี
    • อ่างแช่เท้าขนาดใหญ่ท่ามกลางความร่มรื่นของสวนญี่ปุ่น
    • เปิดบริการ 24 ชั่วโมง มีเลาจ์นพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆไว้บริการนักท่องเที่ยวแบบครบครัน
    • สามารถเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมการละเล่นต่างๆในโซนเกมส์เซนเตอร์
    • มีร้านอาหารแบบสตรีทฟู้ดส์ไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว
    • มีสนามฟุตซอลไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวได้ออกกำลังกายด้วยเช่นกัน

    #2
    ที่เที่ยวโตเกียว
    หอคอยโตเกียว
    (Tokyo Tower)

    บัตรเข้าชม หอคอยโตเกียว
    ราคาเริ่มต้นที่
    335 บาท

    สถาปัตยกรรมฝาแฝดของหอไอเฟล ที่มีอายุน้อยกว่ากันหลายร้อยปี เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงย่านที่รุ่งเรืองด้วยศิลปะวัฒนธรรมอันล้ำค่าและเขตธุรกิจการค้าที่ทันสมัย อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวที่น่าประทับใจสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิซังได้อย่างชัดเจน

    ค่าเข้า/บริการ : 
    ค่าบริการเข้า Main Deck สำหรับผู้ใหญ่ราคา 900 เยน เด็กโต 500เยน เด็กเล็ก 400 เยน
    ค่าบริการเข้า Top Deck สำหรับผู้ใหญ่ ราคา 2,800 เยน สำหรับเด็กโต 1,800 เยน และเด็กเล็ก 1,200 เยน

    เวลาที่เหมาะจะไปเที่ยว : ดอกซากุระบานในฤดูใบไม้ผลิ ช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน

    โตเกียวทาวเวอร์สีฟ้าในช่วงฤดูร้อน ประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

    โตเกียวทาวเวอร์สีส้ม ในช่วงฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศิจายนเป็นต้นไป

    ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โตเกียว ทาวเวอร์ในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม

    การเดินทาง : วิธีเดินทางที่ง่ายที่สุดคือใช้บริการรถไฟใต้ดินโทเอ(To-ei) สาย Oeda มาลงที่สถานี Akabanebashi ท่านจะสามารถมองเห็นโตเกียวทาวเวอร์ได้จากประตูทางออกของสถานีเลยทีเดียว

    จุดเด่น

    • มีจุดชมวิว 2 จุดไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว จุดแรกเรียกว่า Main Deck มีระดับความสูง 150 เมตร ส่วนจุดที่ 2 คือ Top Deck มีระดับความสูอยู่ที่ 250 เมตร
    • ภายในหอคอยจะมีจุดชมวิวที่เรียกว่า Look Down Window ที่นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นพื้นล่างแบบโปร่งใสเอาใจคนกล้าที่ชอบท้าความสูง
    • ในช่วงฤดูกาลดอกซากุระบานจะมีการตกแต่งแสงสีด้วยวิธีการไลท์อัพ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วย
    • ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์จะมีการเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปบนจุดชมวิวโดยการพิชิตบันได้ที่มีความสูงกว่า 600 ขั้น
    • สาวกการ์ตูนมังงะและแอนิเมชั่นไม่ควรพลาดเยี่ยมชมสวนสนุกขนาดใหญ่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนชื่อดังอย่าง วันพีช ในบริเวณโตเกียว วันพีช ทาวเวอร์นั่นเอง
    • อยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงหลายแห่งอาทิเช่น วัดโซโจจิ และย่านการค้าและความบันเทิงชื่อดัง รปปงงิ เป็นต้น

    #3
    ที่เที่ยวโตเกียว
    มาเธอร์ฟาร์ม
    (Mother Farm)

    บัตรเข้าชม มาเธอร์ฟาร์ม
    ราคาเริ่มต้นที่
    418 บาท

    ฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่พื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 250 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดชิบะ ห่างจากกรุงโตเกียวประมาณ 68 กิโลเมตร ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คขนาดใหญ่ใกล้กรุงที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไม่น้อยหน้าแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆเลยทีเดียว

    ค่าเข้า/บริการ : 
    ค่าบริการแรกเข้าสำหรับผู้ใหญ่ราคา 1,500 เยน
    ค่าบริการแรกเข้าสำหรับเด็กราคา 800 เยน
    *หมายเหตุราคาเหล่านี้ไม่รวมกิจกรรมบางประเภทที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม*

    เวลาที่เหมาะจะไปเที่ยว : กลางเดือนพฤษภาคม – เดือนตุลาคม

    การเดินทาง : นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถไฟ JR Railways Limited Express จากสถานีโตเกียวซึ่งจะจอดรับผู้โดยสารเพียง 4 สถานีเท่านั้น ไปยังจุดหมายปลายทางที่สถานี Kimitsu ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 9 นาที มีค่าใช้จ่ายประมาณ 2,500-2,800 เยน จากนั้นใช้ประตูทางทิศใต้เพื่อออกจากสถานีรถไฟไปต่อรถบัสที่ป้ายจอดรถบัสหมายเลข 1 รถจะวิ่งตรงไปยังฟาร์มโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที มีค่าบริการยู่ที่ 700 เยนต่อเที่ยว

    จุดเด่น

    • กิจกรรมเด่นคือการให้อาหารสัตว์พร้อมทั้งสามารถสัมผัสพวกมันได้แบบตัวเป็นๆ
    • ชมการแสดงสุนัขต้อนแกะที่มีเพียง 1 รอบต่อวัน อีกทั้งนักท่องเที่ยวยังสามารถลงไปสัมผัสกับบรรยากาศท่ามกลางฝูงแกะนับน้อยตัวแบบสุดใกล้ชิดได้อีกด้วย
    • ชมการแสดงอื่นๆอีกมากมาย อาทิเช่น กิจกรรมการแสดงจากฝูงเป็ด และกิจกรรมวิ่งไล่จับลูกหมูที่เลื่องชื่อของที่นี่ หรือนักท่องเที่ยวท่านใดมีความประสงค์จะขี่ม้า หรือวัวก็มีไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน
    • จบจากโซนปศุสัตว์ก็มาต่อกันที่โซนผลไม้ที่ปลูกเรียงรายอยู่ในกระโจมสวยงาม อีกทั้งยังผลิดอกออกผลเบ่งบานให้นักท่องเที่ยวได้เก็บมารับประทานในทุกช่วงฤดูกาลอีกด้วย
    • อีกหนึ่งโซนไฮไลท์ที่สายสโลว์ไลฟ์ไม่ควรพลาด ได้แก่ ทุ่งดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตคันโตทอดยาวสุดลูกหูลูกตาน่าดูชมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะดอกเรปซีด หรือดอกคาโนล่า ถือเป็นไฮไลท์สุดคุ้มค่าที่คุณคู่ควรจริงๆ

    #4
    ที่เที่ยวโตเกียว
    ร้านน้ำชาโอโมริชายะ
    (Omori Chaya)

    บัตรเข้าชมกิจกรรมร้านน้ำชาโอโมริชายะ
    ราคาเริ่มต้นที่
    2,489 บาท

    โอโมริเป็นย่านขนาดเล็กตั้งอยู่ในแขวงโอตะ พื้นที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายร้อยปีเนื่องจากในอดีตเป็นศูนย์กลางการเพาะปลูกสาหร่ายและแปรรูปสาหร่ายตากแห้งแห่งสำคัญ ทำให้ย่านโอโมริเป็นเขตการค้าที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก จึงเกิดโรงน้ำชามากมายในบริเวณนี้เพื่อบริการให้กับบรรดาเหล่านักเดินทางต่างถิ่นมักจะแวะเวียนมาพักผ่อนและใช้บริการโรงน้ำชาเพื่อพบปะสังสรรค์อยู่เสมอ แต่เมื่อวันเปลี่ยนเวียนผ่านโรงน้ำชาในอดีตถูกแทนที่ด้วยคาเฟ่ทันสมัย กลุ่มผู้ประกอบอาชีพโรงน้ำชาและเกอิชาที่ทำหน้าที่ให้บริการลูกค้าจึงเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลให้พวกเขาแทบจะหายสาบสูญไปจากกรุงโตเกียวเลยก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าปัจจุบันที่นี่จะเปลี่ยนไปมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงยืนหยัดอยู่คู่ย่านที่เป็นศูนย์กลางของเหล่าเกอิชาก็คือ ร้านน้ำชาโอโมริชายะ ที่ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปีอย่างมั่นคง อาจจะกล่าวได้ว่าทีนี่เปรียบเสมือนลมหายใจสุดท้ายของโรงน้ำชาในกรุงโตเกียวก็ว่าได้

    ค่าเข้า/บริการ : 
    อัตราการคิดค่าบริการจะแบ่งเป็น 2 รอบ ได้แก่รอบกลางวัน และรอบค่ำ
    รอบกลางวัน มี 2 ราคา ได้แก่ ราคามาตรฐาน(มีเครื่องดื่มและของว่างให้บริการ) 9,000 เยน/คน
    ราคาพรีเมียม(มีบริการอาหารกลางวันและเครื่องดื่ม) 12,000 เยน/คน

    รอบหัวค่ำ เป็นรอบเหมารับได้เพียงคณะเดียวต่อวันเท่านั้น ราคาขึ้นอยู่กับการตกลงกันของลูกค้าและโรงน้ำชา

    เวลาที่เหมาะจะไปเที่ยว : ทุกช่วงเวลา

    การเดินทาง : ใช้บริการรถไฟ JR Railways จากสถานีโตเกียวหรือสถานีใดก็ได้ทีมีรถไฟสาย Keihin – Tohoku ผ่าน เพื่อลงปลายทางที่สถานี Omori ใช้เวลาเดินทาง 16 นาที และใช้ทางออกจากสถานีไปตามเส้นทางบนถนน Pipo อีก 350 เมตร ร้านโอโมริชายะจะอยู่ทางซ้ายมือตรงสี่แยกที่ถนน Pipo และถนนศาลเจ้าตัดกันพอดี ค่าใช้จ่ายในการเดินทางอยู่ที่ 230-240 เยน/เที่ยว หากท่านใดถือบัตรเดินทางแบบเหมาจ่ายที่สามารถใช้บริการรถไฟในเส้นทางนี้ได้ จะสามารถเดินทางได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

    จุดเด่น

    • ร้านน้ำชาที่มีบริการแบบโรงน้ำชาในยุคดั้งเดิม
    • มีการแสดงของเกอิชา อย่างเช่นการร้องเพลง การเล่นเครื่องดนตรีญี่ปุ่น การเต้น และกิจกรรมท่สร้างความบันเทิงต่างๆเป็นต้น
    • นักท่องเที่ยวสามารถร่วมทำกิจกรรมกับเกอิชาได้ อาทิเช่น เล่นเกมส์ลับสมองประลองปัญญา หรือเต้นในกิจกรรมเข้าจังหวะเป็นต้น
    • มีอาหารว่างและเครื่องดื่มแบบดั้งเดิมให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

    #5
    ที่เที่ยวโตเกียว
    สวนอูเอโนะ
    (Ueno Park)

    สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว่า 5 แสนตารางเมตร เป็นสวนสาธารณะที่ถูกสร้างขึ้นในเขตพระราชฐานของสมเด็จพระจักรพรรดิไทโชในปีค.ศ. 1924 มีชื่อภาษาญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการว่า Ueno Onshi Koen แปลว่าของขวัญจากสมเด็จพระจักรพรรดิ ได้รับการจดทะเบียนเป็นสวนสาธารนะแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น มีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆมากมายกระจายตัวกันอยู่ในพื้นที่สวนและบริเวณโดยรอบ อาทิเช่น พิพิธภัณฑ์ที่มีความสำคัญถึง 3 แห่ง ,สถาปัตยกรรมโบราณ , สวนสัตว์ ตลอดจนถึงร้านอาหารและร้านค้าชื่อดังอีกนับไม่ถ้วน

    ค่าเข้า/บริการ : ไม่มีค่าใช้จ่าย

    เวลาที่เหมาะจะไปเที่ยว: ชมซากุระบานช่วงฤดูใบไม้ผลิในช่วงปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน

    การเดินทาง : สามารถใช้บริการรถไฟ JR Railways จากสถานีใดก็ได้เพื่อไปลงปลายทางสถานี Ueno จากนั้นให้ใช้ทางออกไปสวนสาธารณะ หรือทางออกชิโนบาสุก็ได้ โดยสวนสาธารณะจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับทางออกสถานีพอดี

    จุดเด่น

    • ชมความงามยามดอกซากุระบานที่มีจำนวนมากถึง 1,200 ต้นในช่วงเดือน มีนาคม-เมษายน
    • สระน้ำชิโนบาซุ สระขนาดใหญ่ที่มีเนื้อที่กว้างถึง 65 ไร่ มีเกาะกลางน้ำเป็นที่ตั้งของเจดีย์หกเหลี่ยมเบนเท็นโดที่มีความสวยงาม
    • พิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตกแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกอันล้ำค่า
    • สวนสัตว์อูเอโนะ เป็นสวนสัตว์แห่งแรกของประเทศญี่ปุ่นที่มีตัวชูโรงเป็นหมีแพนด้าหน้าตาจิ้มลิ้มนั่นเอง

    #6
    ที่เที่ยวโตเกียว
    โตเกียว ดิสนีย์ รีสอร์ท
    (Tokyo Disney Resort)

    แหล่งท่องเที่ยวอันมีเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยจินตนาการแห่งนี้ เป็นสวนสนุกแห่งแรกที่ได้รับลิขสิทธิ์และออกแบบโดย บริษัท วอลท์ ดิสนีย์ที่ตั้งอยู่นอกเขตประเทศสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังเป็นสวนสนุกแห่งแรกและแห่งเดียวที่วอลท์ ดิสนีย์ ไม่ได้เป็นเจ้าของอีกด้วย ถึงแม้สวนสนุกแห่งนี้จะได้รับอิทธิพลมาจากดิสนีย์แลนด์เป็นส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้ที่นี่ไม่เหมือนสวนสนุกในเครือดิสนีย์แห่งใดในโลกคือการผสมผสานวัฒนธรรมญี่ปุ่นลงไปในส่วนต่างๆอย่างลงตัวนั่นเอง

    ค่าเข้า/บริการ :
    ค่าบริการแรกเข้าสำหรับผู้ใหญ่ราคา 7,500 เยน
    ค่าบริการแรกเข้าสำหรับเด็กโตราคา 6,500 เยน
    ค่าบริการแรกเข้าสำหรับเด็กเล็กราคา 4,500 เยน

    *บัตรผ่านประตูสามารถใช้ได้ 1 วัน ตั้งแต่เวลา 08.00-20.30 ใช้ได้ทั้งโตเกียวดิสนีย์แลนด์ และโตเกียวดิสนีย์ซี*

    เวลาที่เหมาะจะไปเที่ยว : ทุกช่วงเวลา

    การเดินทาง : เดินทางจากสถานีโตเกียว โดยใช้บริการรถไฟ JR สาย Keiyo/Musashino ไปยังปลายทางสถานี Maihama ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 17 นาที มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 220 เยนต่อเที่ยว สำหรับท่านที่มีบัตรโดยสารพาสต่างๆที่ใช้กับรถไฟ JRได้ สามารถเดินทางได้ฟรีโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

    จุดเด่น

    • สร้างบนพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 290 ไร่ เปรียบเสมือนได้กับเมืองขนาดย่อมๆที่รวบรวมแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างความบันเทิงมากมายมาไว้ด้วยกัน อาทิเช่น สวนสนุกขนาดใหญ่ในเครือดิสนีย์ 2 แห่ง , โรงแรมที่พักดิสนีย์รีสอร์ท, ช็อปปิ้งเซนเตอร์ชื่อดัง Ikspiari Town รวมถึงโรงภาพยนตร์และร้านอาหารจำนวนมาก เป็นต้น
    • โตเกียวดิสนีย์แลนด์ ประกอบไปด้วยเครื่องเล่นต่างๆรวม 16 ชนิด เครื่องเล่นที่ได้รับความนิยมได้แก่ มอนสเตอร์อิงค์ ไรด์ แอนด์ โก ซีค, สเปซ เมาเท่น และ พูห์ ฮันนี่ ฮันท์ เป็ต้น
    • โตเกียวดิสนีย์ซี ประกอบไปด้วยเครื่องเล่น 10 ชนิด เครื่องเล่นที่ได้รับความนิยม ได้แก่ เจอร์นีย์ ทู เดอะ เซนเตอร์ ออฟ ดิ เอิร์ธ, อควอโทเปีย และนีโม่ แอนด์ เฟรนด์ ซี ไรเดอร์ เป็นต้น
    • มีระบขนส่งหลายรูปแบบไว้อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมสวนสนุกทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียด อาทิเช่น รถบัส รถราง รถไฟ รวมถึงเรือโดยสาร เป็นต้น
    • นักท่องเที่ยวสามารถบริหารจัดการเวลาในการเล่นเครื่องเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเสียเวลายืนรอคิว เพราะที่นี่มีบริการบัตร Fastpass ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถกดได้จากตู้บริเวณหน้าเครื่องเล่น โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด

    #7
    ที่เที่ยวโตเกียว
    โตเกียว สกายทรี
    (Tokyo Sky Tree)

    บัตรเข้าชม โตเกียว สกายทรี
    ราคาเริ่มต้นที่
    503 บาท

    หอคอยที่มีความสูงมากที่สุดในโลกและเป็นสถาปัตยกรรมที่มีขนาดสูงที่สุดเป็นอันดับสองรองจากตึกเบิร์จคาลิฟา ที่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถูกสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2011 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการกระจายคลื่นความถี่และสัญญาณต่างๆ สืบเนื่องจากหอคอยโตเกียวทาวเวอร์ที่ใช้อยู่เดิมมีความสูงไม่เพียงพอต่อภารกิจนี้นั่นเอง นอกจากนี้โตเกียวสกายทรียังถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นดีที่มีกิจกรรมต่างให้ทำมากมาย

    ค่าเข้า/บริการ :
    ค่าบริการแรกเข้าสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 3,000 เยน
    ค่าบริการแรกเข้าสำหรับเด็กอายุ 4-11 ปี ราคา 1,500 เยน

    เวลาที่เหมาะจะไปเที่ยว: ทุกช่วงเวลา

    การเดินทาง : สามารถเดินทางได้ 3 เส้นทางได้แก่

    • ใช้บริการรถไฟใต้ดินสาย Hanzomon หรือ Asakusa มาลงที่สถานี Oshiage
    • ใช้บริการรถไฟปกติ สาย Tobu SKYTREE มาลงที่สถานี TOKYO SKYTREE
    • ใช้บริการรถบัส Sky Tree Shuttle จากสถานีรถไฟและสถานที่สำคัญต่างๆ อาทิเช่น สถานีโตเกียว สถานีอูเอโนะหรืออาซากุสะ สนามบินฮาเนดะ และโตเกียวดิสนีย์แลนด์เป็นต้น โดยมีค่าโดยสารประมาณ 220 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 110 เยนสำหรับเด็ก

    จุดเด่น

    • Tembo Deck จุดชมวิวบนหอคอยที่มีความสูงถึง 350 เมตร
    • Tembo Galleria มิติใหม่แห่งการชมวิวด้วยรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์บนความสูง 450 เมตร
    • มีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำซุมิดะ แหล่งท่องเที่ยวอันน่าตื่นตาตื่นใจบนหอคอยสูง
    • Sky Tree Café จิบกาแฟแลดูทิวทัศน์มหานครโตเกียวจากร้านกาแฟที่กล่าวกันว่าสูงที่สุดในประเทศ

    #8
    ที่เที่ยวโตเกียว
    วัดเซนโซจิ หรือวัดโคมแดง
    (Asakusa Kannon Temple)

    ทัวร์รถลากรอบอาซากุสะ โตเกียว
    ราคาเริ่มต้นที่
    1,222 บาท

    แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ตั้งอยู่ในย่านอาซากูซะ เดิมทีศาสนสถานแห่งนี้ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สองจนทำให้สิ่งปลูกสร้างในยุคแรกๆถูกทำลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี แต่อย่างไรก็ดีทางผู้เกี่ยวข้องได้ทำการบูรณะวัดแห่งนี้ให้กลับมาสวยงามตามอุดมคติเดิม เพราะแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นศูนย์รวมจิตใจที่สำคัญของชาวเมืองโตเกียวมาช้านาน และเป็นสถานที่จัดเทศกาล “เซ็ทซึบัน”ที่มีความสำคัญมาตั้งแต่อดีตนั่นเอง

    ค่าเข้า/บริการ : ไม่มีค่าใช้จ่าย

    เวลาที่เหมาะจะไปเที่ยว: ทุกช่วงเวลา

    การเดินทาง : นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถไฟเส้นทางต่างๆอาทิเช่น รถไฟโทบุสายIsesaki,Ginza,Sukuba Express หรือรถไฟใต้ดินสาย Asakusa มาลงสถานีปลายทาง Asakusa ใช้ทางออก A4 แล้วเดินต่อไปตามป้ายบอกทางเรื่อยๆอีกประมาณ 5 นาที ก็จะถึงประตูอสุนี ซึ่งเป็นประตูทางเข้าหลักของวัดแห่งนี้นั่นเอง

    จุดเด่น

    • ประตูอสุนี สถานที่ประดิษฐานโคมแดงขนาดใหญ่อันเลื่องชื่อจุดเช็คอินที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้จักแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้
    • เจดีย์สีแดงแบบจีน 5 ชั้น สถานที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์คันนง หรือที่เรารู้จักในนามเจ้าแม่กวนอิมนั่นเอง
    • เทศกาลเซ็ทซึบัน (Setsubun) เทศกาลปาถั่วเพื่อไล่สิ่งชั่วร้าย จัดขึ้นเป็นประจำในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปี
    • บริเวณรอบๆวัดเซนโซจิมีสินค้าและอาหารพื้นเมืองของญี่ปุ่นจำหน่ายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนนากามิเสะที่อยู่บริเวณประตูสายฟ้ามีขนมพื้นเมืองรสชาติดีจำหน่ายอยู่หลายชนิดด้วยกัน

    #9
    ที่เที่ยวโตเกียว
    ตลาดปลาซึกิจิ
    (Tsukiji Fish Market)

    ทัวร์ชิมอาหารและเครื่องดื่มในตลาดปลาสึกิจิ
    ราคาเริ่มต้นที่
    2,782 บาท

    ถึงแม้ตลาดปลาและอาหารทะเลสดแบบขายส่งมีความจำเป็นต้องย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ที่ตลาดใหม่ย่านโทโยสุ เมื่อปลายปี 2018 ที่ผ่านมาเพื่อเปิดทางให้กับการแข่งขันกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ โอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียวจะรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพในช่วงกลางปีนี้ ปิดตำนานตลาดปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกไปโดยปริยาย อย่างไรก็ดีถึงแม้ตัวตลาดสดจะย้ายออกจากพื้นที่ไปแล้วแต่ร้านอาหารแบบสตรีทฟูดส์ชื่อดังยังคงอยู่กันครบ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังซูชิซัมไม รวมไปถึงร้านซูชิไดสาขาใหญ่ก็ยังคงอยู่ที่นี่ อีกทั้งร้านอาหารสตรีทฟูดส์ต่างๆก็ยังคงพร้อมใจให้บริการนักท่องเที่ยวกันอย่างเหนียวแน่นเช่นเดิม

    ค่าเข้า/บริการ : ไม่มีค่าใช้จ่าย

    เวลาที่เหมาะจะไปเที่ยว: ทุกช่วงเวลา

    การเดินทาง : นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการรถไฟใต้ดินได้ 2 เส้นทาง ได้แก่ รถไฟใต้ดินสาย Hibiya ไปลงปลายทางที่สถานี Tsukiji หรือใช้บริการรถไฟในเส้นทาง Oeda เพื่อไปลงปลายทางที่สถานี Tsukijishijo ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-10 นาทีขึ้นอยู่กับสถานีต้นทางของผู้โดยสาร มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางคิดตามระยะทางจริง

    จุดเด่น

    • อดีตตลาดอาหารทะเลสดแบบขายส่งซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
    • เป็นศูนย์รวมร้านอาหารท้องถิ่นแนวสตรีทฟูดส์ คาเฟ่จำหน่ายเครื่องดื่ม ของว่าง และผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายกว่า 500 ร้านค้า
    • มีกิจกรรมสอนทำอาหารญี่ปุ่นฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
    • มีการโชว์เทคนิคการทำอาหารและการจัดการวัตถุดิบให้เห็นกันแบบสดๆ อาทิเช่นการทำซูชิ หรือการแล่ปลามากุโระขนาดใหญ่เท่ากับตัวคน เป็นต้น

    #10
    ที่เที่ยวโตเกียว
    ย่านชิบูย่า
    (Shibuya)

    เมื่อลมหนาวพัดมาก็พาหัวใจให้หนาวเหน็บ มักจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่พึงปรารถนาสำหรับใครหลายๆคนนักโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวผู้เดินทางไกลเพื่อต้องการมาสัมผัสกับอากาศแจ่มใสและอบอุ่น อย่างไรก็ดีคำนิยามนี้ไม่อาจใช้ได้กับกรุงโตเกียวที่ไม่เคยโดดเดี่ยวในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งย่านธุรกิจการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งใจกลางกรุงอย่าง ย่านชิบูย่า ซึ่งเป็นศูนย์รวมของร้านค้าและบริการที่ทันสมัยเอาใจขาช็อป อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆกระจายตัวกันอยู่รอบๆบริเวณสร้างความครื้นเครงให้กับที่นี่ไม่น้อยเลยทีเดียว

    ค่าเข้า/บริการ : ไม่มีค่าใช้จ่าย

    เวลาที่เหมาะจะไปเที่ยว:ฤดูหนาวช่วงปลายเดือนธันวาคมของทุกปี

    การเดินทาง : สามารถเลือกเดินทางได้หลายช่องทางทั้งรถไฟ JR Railways สายYamanote, Chuo,Saikyo,Shonan-Shinjuku และรถไฟใต้ดินสาย Ginza,Fukutoshin และ Hanzomonมาลงที่สถานีปลายทาง Shibuya โดยมีค่าใช้จ่ายตามประเภทของระบบขนส่งและสถานีต้นทางที่นักท่องเที่ยวใช้บริการเดินทางมายังจุดหมายนั่นเอง

    จุดเด่น

    • เป็นศูนย์รวมร้านอาหาร ร้านค้า และบริการต่างๆที่ได้รับความนิยมจากวัยรุ่นในพื้นที่
    • แยกชิบูย่า มิติใหม่แห่งการข้ามถนนบน 4 แยกซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รองรับการข้ามถนนโดยเฉลี่ย 3,00 คนต่อครั้ง เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญที่นักท่องเที่ยวนิยมมารัวชัตเตอร์เก็บความประทับใจในย่านชิบูย่า
    • อนุสาวรีย์รูปหล่อฮาจิโกะ แหล่งท่องเที่ยวสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงสุนัขพันธุ์อากิตะตัวหนึ่งที่มายืนรอเจ้าของกลับบ้านทุกวันโดยที่ไม่รู้ว่าคนที่มันกำลังรอคอยอยู่นั้นได้จากไปแล้ว ตราบจนลมสุดท้ายของตัวมันเองได้หมดไปสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยี่ยมชมได้เป็นอย่างดี
    • Tower Records Shibuya ร้านจำหน่ายซีดีเพลง หนัง การ์ตูน ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและมีชื่อเสียงระดับโลก
    • อุโมงค์ต้นไม้ยาวกว่า800 เมตร Blue Tunel Shibuya งานเทศกาลไลท์อัพประจำปีที่มีการตกแต่งด้วยแสงไฟ LED สีน้ำเงินกว่า 600,000 ดวง ถือเป็นไฮไลท์ในช่วงฤดูหนาวที่จัดขึ้นปลายเดือนธันวาคมของทุกปีที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

    โตเกียวเป็นเมืองที่เข็มนาฬิกาไม่เคยหยุดเดิน สะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่าตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองที่เป็นศูนย์กลางของประเทศญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ บางแห่งปรับปรุง บางแห่งเปลี่ยนแปลง และมีหลายแห่งโยกย้าย ดังนั้นบทความฉบับนี้จึงขอเสนอตัวเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่นำข้อมูลดีๆมาอัพเดทให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันไม่แน่ว่าสักวันท่านอาจมีโอกาสได้ไปเยือนสถานที่ต่างๆเหล่านี้ก็เป็นได้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ติดตามรับบทความน่าสนใจ​

    คุณอาจชอบ..

    You cannot copy content of this page
    Scroll to Top

    ช่วยตอบคำถามเพื่อให้เราผลิตบทความที่เป็นประโยชน์ต่อคุณ
    บทความนี้เป็นประโยชน์ต่อคุณหรือไม่?