10 ที่เที่ยวเกาหลี ดีๆ ที่ห้ามพลาดในแต่ละฤดู ในปี 2020

ที่เที่ยวเกาหลี
[สารบัญ] 10 ที่เที่ยวเกาหลี ดีๆ ที่ห้ามพลาดในแต่ละฤดู ในปี 2020
    Add a header to begin generating the table of contents

    ประเทศเกาหลีใต้เป็นดินแดนซึ่งเปรียบเสมือนสวรรค์ของนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก เพราะเป็นประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศอบอุ่น มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย และมีความสวยงามซึ่งยากจะหาที่ใดมาเทียบได้เลย ในปี 2020 นี้ประเทศเกาหลีได้กลับมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนั่นเอง วันนี้เราจะมาเช็คข้อมูลล่าสุดของ ที่เที่ยวเกาหลี ต่างๆในปี 2020 ว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวใดน่าสนใจ ในแต่ละฤดู และอยู่ในเทรนด์กันบ้าง

    #1
    เทศกาลน้ำแข็งซานชอนนอ
    Hwacheon Sancheoneo Ice Festival
    (จังหวัดฮวาชอน เขตซานชอนนอ)

    เมื่อสีสันความสวยงามของฤดูใบไม้ร่วงได้ผ่านพ้นไป ความเหน็บหนาวของฤดูกาลอันโหดร้ายก็ได้เข้ามาแทนที่ช่วงเวลานี้อาจจะถือว่าเป็น Low Season ของผู้คนท้องถิ่นเลยก็ว่าได้เพราะอากาศที่เย็นยะเยือกนี้ได้พลัดรากความสดใจที่เต็มไปด้วยสีสันดูมีชีวิตชีวาของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแค่เมฆหมอกอันมืดมัวปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ สร้างบรรยากาศชวนหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก อย่างไรก็ตามคำกล่าวนี้อาจจะใช้ไม่ได้กับ “ฮวาชอน” ซึ่งเป็นจังหวัดเล็กๆตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศห่างจากพรหมแดนที่แบ่งแยกชาวเกาหลีออกจากกันเป็น 2 ประเทศ และเป็นพื้นที่ซึ่งมักจะได้รับอิทธิพลความหนาวเย็นก่อนใครเพื่อนจนน้ำในแม่น้ำลำคลองสายต่างๆกลายสภาพเป็นแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่มาของ ที่เที่ยวเกาหลี และเทศกาลอันแสนคึกคักและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร อย่างเทศกาลน้ำแข็งซานชอนนอ นั่นเอง

    เหมาะไปช่วงฤดู หนาว ซึ่งเทศกาลจะจัดทุกๆเดือนมกราคมของทุกปีขึ้นอยู่กับสภาพอากาศที่เหมาะสมในช่วงเวลานั้น

    ค่าเข้า/บริการ : 8,000 – 20,000 วอน ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการ

    การเดินทาง : ใช้บริการถโดยสารประจำทาง จากสถานีขนส่งผู้โดยสาร Dong Seoul ไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารฮวานชอน มีค่าใช้จ่ายประมาณ 13,000 วอน ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง 25 นาที

    ที่อยู่ : 186-5, Jung-ri, Hwacheon-eup, Hwacheon-gun, Gangwon-do, เกาหลีใต้

    จุดเด่น

    เทศกาลน้ำแข็งซานชอนนอ ตั้งชื่อตามเขตจัดงานซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง เป็นเทศกาลสำคัญในระดับท้องถิ่นที่เริ่มได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากขึ้นและคาดว่าจะเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆตามปริมาณนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลกันมามากขึ้นทุกปีนั่นเอง ความโดดเด่นของเทศกาลน้ำแข็งซานชอนนอ คือเทศกาลน้ำแข็งที่ได้รวบรวมเอากิจกรรมต่างๆมาไห้บริการกับนักท่องเที่ยวได้ครบถ้วนและหลากหลายที่สุดในประเทศ อาทิเช่น ลานสเก็ตน้ำแข็ง ลานสกีภูเขา งานฝีมือจากหิมะหรือการแกะสลักน้ำแข็งในรูปแบบต่างๆ แต่สิ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือการตกปลาภูเขาในคลองฮวาชอนซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่หนาหลายเมตร ด้วยวิธีการง่ายๆเพียงแค่นำอุปกรณ์ที่ได้รับจากผู้จัดงาน แล้วใช้ความสามารถในการเดาที่ทุกท่านอาจจะมีไม่เท่ากัน เลือกหลุมซึ่งทางทีมงานได้เจาะไว้รอท่านแล้วกว่า 10,000 หลุม หลังจากนั้นก็บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆที่เคารพนับถือและบริกรรมคาถาเพื่อจูงใจปลาให้มากินเหยื่อ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีความตื่นเต้นและมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ไม่เว้นแม้กระทั่งเพื่อนร่วมเดินทางของเรา เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวท่านใดประสบความสำเร็จจากการจับปลาก็จะส่งเสียงดีใจกระโดดโลดเต้นจนแผ่นน้ำแข็งสะเทือนราวกับถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งเลยทีเดียว หลังจากที่ได้ปลาแล้วก็จะมีบริการย่างปลาที่หามาได้ให้รับประทานกันแบบสดๆอีกด้วย นอกจากนั้นในเทศกาลนี้ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมน่าสนใจที่ไม่ควรจะพลาด คือการแข่งขันจับปลาภูเขาน้ำแข็งด้วยมือเปล่าซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ทดสอบความทรหดของร่างกายผู้เข้าแข่งขันได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากความบันเทิงที่เราได้รับจากการเดินทางในครั้งนี้แล้ว เทศกาลนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าในทุกช่วงเวลาวิกฤติมักจะมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ การพลิกวิกฤติจากสภาพอากาศอันโหดร้ายให้เป็นโอกาสสร้างรายได้ให้กับคนท้องถิ่นจึงถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าศึกษาด้วยเช่นกัน หากนักท่องเที่ยวท่านใดที่ยังไม่เต็มอิ่มกับการสัมผัสกับบรรยากาศไทบ้านสไตล์กิมจิ ท่านสามารถท่องเที่ยวต่อไปตามหมู่บ้านในหุบเขาที่คลองฮวาชอนไหลผ่าน อย่างเช่น หมู่บ้านฮวาอึมดง (Hwa Eum Dong Valley) ที่ห่างออกไปอีกราวๆ 5 กม. นั่นเอง  

    #2
    หุบเขาศิลปะโพชอน
    Pocheon Art Valley
    (จังหวัดคย็องกี เมืองโพชอน)

    โพชอน ที่เที่ยวเกาหลี แห่งใหม่ที่ไม่ไกลจากกรุงโซลสามารถวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้เช่นกัน เมืองโพชอนเป็นเมืองขนาดเล็ก มีพื้นที่มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นพื้นที่ภูเขาสูงซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เมืองโพชอนมีโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กมากมายถึง 2,000 กว่าแห่งกระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมเมือง ซึ่งเป็นเครื่องตอกย้ำถึงความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรและแร่ธาตุของเมืองนี้ได้เป็นอย่างดี

    หุบเขาโพชอนในอดีตเป็นเหมืองแร่ขนาดกลางซึ่งได้ปิดตัวลง หลังจากนั้นจึงได้เข้าร่วมโครงการบูรณะพื้นที่อุตสาหกรรมเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ หุบเขาศิลปะโพชอน (Pocheon Art Valley) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    เหมาะไปช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม

    ค่าเข้า/บริการ : 5,000 วอนสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ / ราคารถรางไปกลับ 2,300 วอน (หากไม่ประสงค์จะใช้บริการก็สามารถเดินเท้าขึ้นไปได้ด้วยเช่นกัน)

    การเดินทาง : เริ่มต้นจากสถานีขนส่งผู้โดยสารดงโซล (Dong Seoul Bus Terminal) ถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารโพชอน (Intercity Bus Terminal) โดยใช้บริการรถสาย 3000 หรือ 3001 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาที จากนั้นเดินเลี้ยวซ้ายไปยังศาลาว่าการเมืองโพชอนใช้เวลาประมาณ 5-8 นาที จนพบป้ายรถโดยสารประจำทางให้ใช้บริการรถโดยสารประจำทางสาย 87-1 ไปยังหุบเขาโพชอน ข้อควรระวังคือผู้โดยสารควรตรวจสอบตารงการเดินรถให้แน่นอน เพราะในเส้นทางนี้จะมีรถให้บริการประมาณทุกๆ 1 ชั่วโมง

    ที่อยู่ : 234 Artvalley-ro, Sinbuk-myeon, Pocheon-si, Gyeonggi-do, เกาหลีใต้

    จุดเด่น

    ความโดดเด่นของหุบเขาศิลปะโพชอน นอกจากจะเป็นสวนขนาดใหญ่ที่รวบรวมปฏิมากรรมร่วมสมัยที่มีลักษณะแปลกหูแปลกตา มาไว้ให้ชมมากมายแล้ว อีกหนึ่งความน่าสนใจสำคัญที่พลาดไม่ได้ คือความโรแมนติกของหินผาที่ถูกกั้นกลางด้วยลำธารสีเขียวมรกตดูสวยงามสะอาดตา รวมไปถึงในบริเวณพื้นที่กว้างขวางของหุบเขาโพชอนนี้ยังมีจุดชมวิวไว้บริการผู้มาเยือนด้วยกันหลายจุด แต่ไม่ว่าคุณจะอยู่จุดไหนทุกสายตาจะมารวมกันอยู่ตรงลำธารมรกตแห่งนี้นี่เอง หากท่านใดที่เป็นแฟนซีรีส์เกาหลีตัวยงแล้ว คงจะคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี เพราะที่นี่เป็นโลเคชั่นยอดนิยมของละครรักโรแมนติกหลายต่อหลายเรื่องเลยทีเดียว สำหรับท่านใดที่สนใจจะชมความงามของเมืองเล็กๆแห่งนี้ต่อ สามารถพักที่ทะเลสบซานจองซึ่งห่างออกไปราวๆ 17 กิโลเมตร เพื่อเยี่ยมชมสวนดอกไม้เมืองหนาวที่ถูกกล่าวขานกันว่าเป็นสวิสเซอร์แลนด์แดนกิจิเลยทีเดียว

    #3
    ชายหาดมาลิโป
    Mallipo Beach
    (จังหวัดชุงช็องใต้ เขตแทอัน)

    ถึงแม้ประเทศเกาหลีจะขึ้นชื่อว่าอยู่ในเขตภูมิอากาศอบอุ่น มีอากาศหนาวยาวนานมากกว่าอากาศร้อน แต่เชื่อหรือไม่ว่าที่นี่มีชายหาดขนาดใหญ่กระจายตัวกันอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 10 แห่งด้วยกัน คงเป็นเรื่องยากไม่น้อยที่เราจะเลือกชายหาดสักแห่งหนึ่งของเกาหลีใต้ขึ้นมากล่าวถึง เพราะแต่ละแห่งนั้นต่างมีความงดงามไม่แพ้กันเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรก็ตามด้วยความพิเศษของชายหาดมาลิโป ซึ่งเป็นชายหาดขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเขตปกครองเล็กๆอย่าง แทอัน นั้น ทำให้เราไม่สามารถมองข้ามความพิเศษของที่นี่ไปได้เลย

    เหมาะจะไปช่วงฤดูร้อน

    ค่าเข้า/บริการ : ไม่เสียค่าบริการ

    การเดินทาง : เดินทางจากสถานีขนส่งผู้โดยสารนัมบุ (Nambu Bus Terminal) เพื่อไปยัง สถานีขนส่งผู้โดยสารแทอัน ใช้เวลาในการเดินทาง 2ชั่วโมง 20 นาที จากนั้นใช้บริการรถขนส่งประจำทางเพื่อไปยังชายหาดมาลิโป ซึ่งจะมีรถออกทุกๆ 20 นาที ใช้เวลาเดินทาง 20 นาทีเช่นกัน

    ที่อยู่ : Mohang-ri, Sowon-myeon, Taean-gun, Chungcheongnam-do, เกาหลีใต้

    จุดเด่น

    ชายหาดมาลิโป ตั้งอยู่ในจังหวัดชุงซ็องใต้ เขตแทอัน ห่างจากกรุงโซลซึ่งเป็นเมืองหลวงออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราวๆ 109 กิโลเมตรสามารถเดินทางไปกลับโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ความโดดเด่นที่ทำให้ชายหาดมาลิโปแตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอื่นๆนั้น คือมีลักษณะชายหาดที่กว้างและยาวมาก อาจจะกล่าวว่าเป็นชายหาดที่มีความกว้างมากที่สุดในประเทศก็ว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลากลางวันที่ประมาณน้ำจะลดลงไป หากวัดจากขอบถนนไปจนถึงปลายคลื่นจะมีพื้นที่หาดทรายสวยงามสะอาดตาควรค่าต่อการพักผ่อนยาวเกินกว่า 100 เมตรเลยทีเดียว จึงไม่แปลกใจที่ทำไมในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่อากาศสดใสบรรดานักท่องเที่ยวนับหมื่นคนต่างหลั่งไหลมาใช้บริการชายหาดแห่งนี้แบบมืดฟ้ามัวดินเลยทีเดียว กิจกรรมที่มีผู้นิยมเมื่อมาที่นี่นอกจากจะเป็นการอาบแดดและกิจกรรมทางทะเลอย่างอื่นแล้ว คือการกลางเตนท์นอนริมชายหาดนั่นเอง เพราะนอกจากจะมีอากาศดีและมีทัศนียภาพอันงดงามแล้ว ความสะดวกสบายและความปลอดภัยจุดกลางเตนท์นั้นถือว่ายอดเยี่ยมเลยทีเดียว นอกจากชายหาดที่ยาวสุดลูกหูลูกตาแล้ เขตแทอัน ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง อย่างเช่น Korea Flower Park สวนดอกไม้ที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดในเกาหลีและยังเป็นสถานที่จัดเทศกาลดอกทิวลิปที่ดีที่สุด 1 ใน 5 ของโลกที่ห่างออกไปประมาณ 30 กิโลเมตร หรือท่านใดที่มีความประสงค์อยากจะชื่นชมเทศกาลดอกไม้ที่ใหญ่และดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็สามารถมาชมได้ที่นี่เช่นกัน โดยเทศกาลนี้จะจัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคมของทุกปีนั่นเอง

    #4
    ไร่ชาเขียวโบซอง
    Boseong Green Tea Plantation
    (จังหวัดช็อลลาใต้ เขตโบซอง)

    หากจะกล่าวถึงชาเขียวแล้วหลายๆท่านคงจะคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ชาที่มาจากประเทศญี่ปุ่นมากกว่า แต่จริงๆแล้วที่เกาหลีเป็นอีกหนึ่งแหล่งผลิตชาเขียวที่มีอายุยืนยาวมากว่า 1,600 ปี เช่นกัน โดยเฉพาะในเขตโบซอง ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดเล็กในจังหวัด ช็อลลาใต้ ได้ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงของชาในประเทศเกาหลีเลยทีเดียว เนื่องจากมีพื้นที่เพาะปลูกชาถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศรวมกัน ผลผลิตเกินกว่าครึ่งหนึ่งในท้องตลาดเป็นชาที่มาจากโบซองด้วยนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาเขียวที่ผ่านมาตรฐานสุดหินของเหล่านักบินอวกาศในประเทศรัสเซียที่เชื่อกันว่ามีสรรพคุณในการช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดีนั้น ก็มาจากเมืองโบซองด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงเป็นเครื่องการันตีคุณภาพของชาที่นี่ได้เป็นอย่างดีว่ายอดเยี่ยมเพียงใด

    เหมาะสมที่จะท่องเที่ยวในทุกฤดูกาล

    ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 4,000 วอน/ เด็ก 3,000 วอน/ ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) 3,000 วอน

    การเดินทาง : เดินทางจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงโซล ใช้บริการรถ Express Bus มาลงที่สถานีขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองโบซอง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง 40 นาที หลังจากนั้นใช้บริการรถโดยสารประจำทางสายยุลโป (Yulpo) จากนั้นลงรถที่ป้ายรถโดยสาร Daehan Dawon

    ที่อยู่ : 763-65 Nokcha-ro, Boseong-eup, Boseong-gun, Jeollanam-do, เกาหลีใต้

    จุดเด่น

    ความโดดเด่นของไร่ชาเขียวโบซองนั้นนอกจากจะเป็นแหล่งผลิตชาเขียวคุณภาพดี ราคาสูง ที่ได้รับการยอมรับจากสากลแล้ว ด้วยลักษณะพื้นที่ซึ่งเอื้อต่อการเพาะปลูกชาทำให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงามเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวและการพักผ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไร่ชาเขียวในเขตริมทะเลชายหาดยุลโปนั้น มีทัศนียภาพสวยสะดุดตาจนอยากจะขายไร่ขายนาแล้วมาทำไร่ชาที่นี่ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยทีเดียว นอกจากทัศนียภาพของสวนชาที่ทอดตัวขนานไปกับเนินเขาเป็นลำดับขั้นราวกับงูยักษ์ที่กำลังเลื้อยไปตามสันเขาแล้ว การมองลงมาจากด้านบนสุดจะทำให้ท่านมองเห็นทิวทัศน์ของชายหาดโดยมีไร่ชาน้อยใหญ่มากมายเป็นพื้นหลังร่วมกับภูเขาสูงสลับซับซ้อนเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวได้มากเลยทีเดียว

    #5
    เกาะนามิ
    Namiseom Island
    (จังหวัดกังวอน เมืองชุนชอน)

    ราคาทัวร์เกาะนามิ
    เริ่มต้นที่
    1,170 บาท

    ชุนชอนเมืองเก่าอายุประมาณ 1,000 ปี ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งสายน้ำ เพราะเป็นจุดบรรจบกันของแม่น้ำสามสายกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วยเกาะแก่งกลางแม่น้ำต่างๆมากมาย เมืองชุนชอนนั้นอาจจะเป็นเมืองเงียบๆแต่เป็นหนึ่งใน ที่เที่ยวเกาหลี ที่เพรียบพร้อมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง อาทิ เช่น สวนพฤกษชาติ เจด การ์เดน (Jade Garden Arboretum) เป็นสวนพฤกษชาติที่มีสถาปัตยกรรมและการตกแต่งแบบยุโรป เป็นหนึ่งในโลเคชั่นยอดนิยมของซีรีส์ดังแดนกิมจิหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น“วิ๊งวิ๊งปิ๊งรักนายโมโม่” (You are my pet) ถ่ายทำเมื่อปี 2011 “ฤดูหนาวนั้นสายลมพัดผ่าน” (That Winter, the Wind Blows) ปี 2013 และ“ภารกิจสุดท้ายของภูตสวรรค์” (Angels Last Mission: Love) ที่เพิ่งออกอากาศให้แฟนๆได้ชมเมื่อปี 2019 นี้เอง นอกจากนั้นสถานที่ท่องเทียวซึ่งอยู่ใจกลางเมืองอย่าง สถานีปั่นรถรางชมสวนและแม่น้ำ Gyeonggang Station ก็เป็นอีกหนึ่งในโลเคชั่นที่ใช้ถ่ายทำภาพยนต์สุดแสนจะโรแมนติกเรื่อง “The Letter” อีกด้วย แต่สิ่งที่ทำให้คนไทยรู้จักเมืองชุนชอนได้ดีที่สุดก็คือเกาะนามิ โลเคชั่นของซีรีส์สุดฮิตที่มียอดผู้ชมในบ้านเราถล่มทลายและอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นซีรีส์ยุคบุกเบิกที่ทำให้คนทั่วเอเชียรู้จักกับเมืองชุนชอนผ่านละครรักโรแมนติกที่ชื่อว่า “Winter Sonata” หรือ “เพลงรักในสายลมหนาว” นั่นเอง

    เหมาะสมจะท่องเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเดือนกันยายน – พฤศจิกายน

    ค่าบริการ/เข้าชม : บุคคลธรรมดา 10,000 วอน / นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุ 8,000 วอน

    การเดินทางสามารถเลือกใช้ได้หลายเส้นทาง

    แบบที่ 1 ใช้บริการรถไฟใต้ดินสาย Jungang มาที่สถานี Sangbong หลังจากนั้นเปลี่ยนมาใช้บริการรถไฟสาย Gyeongchun เพื่อไปยังสถานีปลายทาง Gapyeong ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นโดยสารรถแท็กซี่หรือรถบัสโดยสารไปท่าเรือข้ามฟากไปเกาะนามิ

    แบบที่ 2 ใช้บริการรถโดยสารแบบข้ามเมืองที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร Dong Seoul เพื่อไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสาร Gapyeong ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที จากนั้นโดยสารรถแท็กซี่หรือรถบัสไปท่าเรือข้ามฟากไปเกาะนามิ

    แบบที่ 3 ใช้บริการรถ Shuttle bus ซึ่งจะมีให้บริการวันละ 1 เที่ยว จาก 3 สถานีซึ่งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญได้แก่ สถานีอินซาดง สถานีนัมแดมุน และ สถานีมย็องดง นั่นเอง โดยการเดินทางลักษณะนี้จะมีความสะดวกที่สุดเพราะรถจะไปส่งท่านถึงท่าเรือข้ามฟากเลยทีเดียว มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 7,500 วอน/เที่ยว สำหรับผู้ใหญ่ และ 6,500 วอน/เที่ยว สำหรับเด็ก  

    ที่อยู่ : 1 Namisum-gil, Namsan-myeon, Chuncheon-si, Gangwon-do, เกาหลีใต้

    จุดเด่น

    เกาะนามิเป็นเกาะกลางน้ำที่ตั้งอยู่ในทะเลสาบชองเพียง ลักษณะเด่นของเกาะแห่งนี้ก็คือเป็นเกาะทีมีพื้นที่ราบเรียบไม่มีภูเขาหรือเนินสูงเลย จึงได้รับการขนานนามว่าใบไม้ลอยน้ำนั่นเอง สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะที่น่าสนใจและเป็นแลนด์มาร์คยอดนิยมของนักท่องเที่ยวก็คือ อุโมงค์ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ให้ความรู้สึกสุดแสนจะโรแมนติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะมีสีสันและความสวยงามมากเป็นพิเศษ เสมือนกับเป็นการแจ้งเตือนจากธรรมชาติอยู่กลายๆว่าช่วงเวลาที่มีสภาพอากาศอบอุ่นและดีที่สุดกำลังจะจากไป ขอให้ทุกคนเตรียมพร้อมกับฤดูกาลใหม่อันเหน็บหนาวที่กำลังจะมาเยือนนั่นเอง

    #6
    พระราชวังเคียงบกกุง
    Gyeongbokgung Palace
    (กรุงโซล เขตจองโน)

    ราคาทัวร์พระราชวังเคียงบกกุง
    เริ่มต้นที่
    789 บาท

    ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย พระราชวังเคียงบกกุง ก็ยังเป็นหนึ่งใน ที่เที่ยวเกาหลี และเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ใครๆก็ห้ามพลาดเมื่อมีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยว ณ คาบสมุทรเกาหลีแห่งนี้เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจของชาวเกาหลีใต้แล้ว ในส่วนของการเดินทางก็เรียกได้ว่าสะดวกสุดๆอีกเช่นกัน ถ้าอยากจะสัมผัสกลิ่นอายวัฒนธรรมนับพันปีของชาวเกาหลีอย่างครบถ้วน นอกจากความคลาสสิคของพระราชวังเคียงบกกุงแล้ว ท่านยังสามารถเที่ยวชมพระราชวังต่างๆที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมืองหลวงแห่งนี้อีก 4 พระราชวัง ได้แก่ พระราชวังชางด็อกกุง พระราชวังด็อกซูกุง พระราชวังชังกย็อกกุง และพระราชวังคย็องฮีกุง ซึ่งมีความโดดเด่นแตกต่างกันออกไปตามลักษณะพื้นที่ และจุดประสงค์ในการสร้างนั่นเอง

    เหมาะสมจะท่องเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงตั้งแต่เดือนมีนาคม – พฤศจิกายน

    ค่าบริการ/เข้าชม : ผู้ใหญ่ 3,000 วอน เด็ก 1,500 วอน

    การเดินทาง : ใช้บริการรถไฟใต้ดินเพื่อมุ่งหน้าไปยัง Gyeongbokgung Palace Station ใช้ทางออกประตูที่ 5 และใช้เวลาเดินทางถึงตัวพระราชวังประมาณ 5 นาที

    ที่อยู่ : 161 Sajik-ro, Sejongno, Jongno-gu, Seoul, เกาหลีใต้

    จุดเด่น

    ความโดดเด่นของพระราชวังเคียงบกกุง ก็คือ เป็นพระราชวังซึ่งมีเขตพระราชฐานใหญ่โตและกว้างขวางมาก แสดงออกให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งของราชวงศ์โชซอนได้เป็นอย่างดี มีการสันนิษฐานว่าพระราชวังแห่งนี้เคยมีสถาปัตยกรรมต่างๆก่อสร้างไว้ประมาณ 200 แห่ง กระจายตัวอยู่ทั่วพื้นที่ 5 ล้านตารางฟุต ก่อนที่ความโหดร้ายจากภัยสงครามจะพลัดพรากความงดงามให้จากไปจนยากจะบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ได้เหมือนเดิม ในปัจจุบันนี้เหลือสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชมเพียงแค่ 10 ตำหนักเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเหลือน้อยแต่ก็เต็มร้อยในเรื่องคุณภาพ เพราะสถาปัตยกรรมต่างๆถูกบูรณะให้มีความสวยงามมีชีวิตราวกับอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าแทจงเลยก็ว่าได้ ไฮไลท์สำคัญสำหรับนอกท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดก็คือ การชมความยิ่งใหญ่ของพระที่นั่งคึงจอนจอน ที่พระมหากษัตริย์ในอดีตทรงใช้ว่าราชการ รวมไปจนถึงความสวยงามแบบแอบเหงามีรังสีแห่งความเศร้านิดๆของพระตำหนักคยองโฮรูซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางน้ำอย่างโดดเดี่ยว ก็เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมน่าสนใจที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

    #7
    ป่าสันทนาการจังแทซาน
    Jangtaesan Recreation Forest
    (จังหวัดแดจอน)

    ป่าสันทนาการจังแทซาน เป็นเสมือนตัวละครลับที่ถูกลืมในแผนที่การท่องเที่ยวเกือบทุกฉบับทั้งจากนักท่องเที่ยวภายในและภายนอกประเทศ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว Underrated ที่ยังไม่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวกระแสหลักเท่าที่ควร แต่ในกลุ่มของนักท่องเที่ยวผู้รักการบุกเบิกแล้ว ป่ามหัศจรรย์จังแทซาน ถือว่าเป็นสวรรค์แห่งการค้นพบที่ต้องมาจบให้ได้สักครั้งในชีวิตนั่นเอง

    ฤดูกาลที่เหมาะสมจะท่องเที่ยวฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง

    ค่าบริการ/ไม่มีการเก็บค่าบริการเข้าชม

    การเดินทาง : เดินทางจากสถานีขนส่งผู้โดยสารนัมบุ ไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมือง Yuseong จากนั้นใช้ประตูทางออกที่ 6 ใช้บริการรถโดยสารประจำทางสาย 114 เพื่อไปยังป้ายรถตลาดกาซูวอน ซึ่งห่างออกไป 11 ป้าย จากนั้นเดินไปทางซ้ายเพื่อไปขึ้นรถโดยสารประจำทางสาย 22 ซึ่งอยู่หน้าห้องสมุดประชาชนเมืองกาซุวอน (Gasuwon Library) จากนั่นเดินทางต่อไปอีก 23 ป้าย รถจะจอดตรงป้ายป่าสันทนาการจังแทซาน

    ที่อยู่ : 461, Jangan-ro, Seo-gu, Daejeon, เกาหลีใต้

    จุดเด่น

    ป่าสันทนาการจังแทซาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัด แดจอน เป็นป่าสันทนาการที่มีอุโมงค์ไม้สนแดงแห่งเดียวประเทศเกาหลีใต้ รวมทั้งมีสวนพฤกษศาสตร์ต่างๆที่สร้างความร่มรื่นให้กับพื้นที่กระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณ จุดเด่นของป่าสันทนาการจังแทซาน คือมีความกว้างขวางเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชอบสันทนาการเกี่ยวกับธรรมชาติในด้านต่างๆ อย่างเช่น การใช้ธรรมชาติบำบัดด้วยการเดินป่า ที่เรียกว่า Therapeutic Forest Walking ซึ่งมีการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวได้เดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเดินเท้าปกติที่ปูพื้นด้วยคอนกรีตราบเรียบ สลับกับขั้นบันใดเพื่อนำทุกท่านไปสู่จุดชมวิวที่มีมากมายหลายจุดซึ่งแต่ละจุดนั้นมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะพื้นที่นั้นๆ นอกจากความเพลิดเพลินที่ท่านจะได้รับจากการเดินชมธรรมชาติแบบไม่สมบุกสมบันมากแล้ว ความท้าทายสำคัญคือการพิชิตสถานีต่างๆในป่านี้ให้ครบก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่รอคอยนักผจญภัยมาสัมผัส หรือหากท่านใดประเมินตัวเองอย่างละเอียดแล้วว่าไม่พร้อมจะเดินทางสายโหดก็สามารถเปลี่ยนโหมดไปเดิน Sky Walker แบบชิลล์ๆได้เช่นกัน นอกจากจะสามารถบริหารการใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสมกับสภาพร่างกายแล้ว จุดชมวิวขอ Sky Walker ก็มีความสูงไม่น้อยไปกว่ายอดเขาในบริเวณใกล้เคียงกัน จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางลัดสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปได้มีโอกาสขึ้นมารับลมเย็นๆ แบบ 360 องศา แบบสบายกายและสบายใจด้วยเช่นกัน

    #8
    วัดซูจงซา
    Sujongsa Temple
    (จังหวัดคย็องกี เขตยางซู)

    ประเทศเกาหลีมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนามายาวนานเป็นเวลานับพันปีแล้วก็ว่าได้ ในปัจจุบันมีวัดที่ทางการสำรวจได้ตัวเลขไม่แน่ชัดนักประมาณ 300 วัด หากเทียบกับวัดบ้านเราถือว่ามีความแตกต่างกันมากพอสมควรแต่สิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของวัดในประเทศเกาหลีก็คือยังคงยึดถือแนวทางการปฏิบัติขององค์พระศาสดาอย่างเคร่งครัด ภายในวัดจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกินความจำเป็น วัดส่วนใหญ่ในประเทศเกาหลีใต้จะมีลักษณะคล้ายๆกับที่อยู่อาศัย มีอาคารที่ใช้ปฏิบัติศาสนกิจบ้างแต่ไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่ามากมายนัก และทำเลที่ตั้งวัดมักจะซ่อนตัวหลีกเร้นอยู่ตามชานเมืองหรือหุบเขาที่ห่างไกลเหมาะสำหรับการบำเพ็ญเพียรจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนไม่นิยมเที่ยวชมวัดในประเทศเกาหลีใต้นั่นเอง วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับวัดที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในประเทศเกาหลีอย่างวัดซูจงซา ว่ามีความพิเศษอะไรที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวเกาหลีและชาวต่างประเทศให้เข้ามาเยี่ยมชมได้

    เหมาะสมจะท่องเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง

    ค่าบริการ/เข้าชม ไม่มีการเก็บค่าบริการ

    การเดินทาง : ใช้บริการรถไฟสาย Jungang จากรุงโซล มาลงที่สถานี Ungilsan  จากนั้นเดินตามป้ายบอกทางใช้เวลาประมาณ 40 นาทีจะถึงตัววัดบนยอดเขา

    ที่อยู่ :  186, 433 Bean-gil, Bukhangang-ro, Joan-myeon, Namyangju-si, Gyeonggi-do, เกาหลีใต้

    จุดเด่น

    ความโดดเด่นของวัดซูจงซา คือเป็นวัดที่อยู่บนยอดเขาอุลกิลซาน ซึ่งมีความสูงถึง 600 เมตร ด้วยลักษณะพิเศษภูมิประเทศส่งผลให้วัดนี้มีความแตกต่างจากวัดอื่นๆในประเทศเกาหลี เพราะนอกจากบริเวณวัดจะสามารถมองเห็นวิวสวยๆของปากแม่น้ำฮันเหนือ และ ฮันใต้ไหลมาบรรจบกันแล้ว สีสันของต้นแปะก๊วยยามผลัดใบก็เป็นอีกหนึ่งทัศนียภาพที่สร้างความรื่นรมย์ให้นักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งด้วยปัจจัยพิเศษทางด้านธรณีวิทยาทำให้เราจะได้ยินเสียงธารน้ำไหลตลอดเวลามาจากถ้ำหินในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเสียงที่ได้ยินนั้นบางครั้งจะมีลักษณะคล้ายๆกับเสียงระฆัง ดังนั้นชื่อทางการของวัดนี้ถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คือวัดระฆังน้ำนั่นเอง นอกจากนี้ทางวัดยังมีจุดบริการนักท่องเที่ยวผู้มาเยี่ยมชมความงามของธรรมชาติด้วยน้ำชาอุ่นๆ เสิร์ฟพร้อมกับขนมต๊อกแบบดั้งเดิมเพิ่มเติมความฟินไปอีกแบบนั่นเอง

    #9
    เกาะเชจู
    Jeju Island
    (จังหวัดเชจู)

    ราคาเที่ยวเกาะเชจู
    เริ่มต้นที่
    219 บาท

    เกาะเชจู เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด และเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ในคราวเดียวกัน ความกว้างของเกาะเชจูตั้งแต่ชายฝั่งด้านตะวันอกไปถึงฝั่งตะวันตกมีความยาวประมาณ 75 กิโลเมตร และความยาวของเกาะวัดจากเหนือสุดไปจนถึงใต้สุดมีความยาวเพียง 43 กิโลเมตรเท่านั้น ด้วยความที่เกาะเชจูเป็นเกาะที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟทำให้พื้นที่แห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของทัศนียภาพที่สวยงามและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรและแร่ธาตุต่างๆนั่นเอง

    เหมาะสมจะท่องเที่ยวในทุกช่วงฤดูกาล

    ค่าบริการ/เข้าชม : ไม่มีการเก็บค่าบริการ

    การเดินทาง : เดินทางด้วยเครื่องบินจากเมืองไทย หรือ จากสนามบินภายในประเทศเกาหลีที่เปิดบริการ มีราคาไม่สูงมากนัก และเป็นวิธีการเดินทางที่สะดวกที่สุด

    ที่อยู่ : Jeju-si, Jeju-do, เกาหลีใต้

    จุดเด่น

    ความโดดเด่นของเกาะเชจูก็คือมีทัศนียภาพงดงามและเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติมานับล้านปีของหินภูเขาไฟ ยอดเขาซองซานอัลชุบง ถือว่าเป็นสถานท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเกาะเชจู บริเวณด้านบนของภูเขาจะเป็นปากปล่องภูเขาไฟที่มีประภาคารและจุดชมวิวเอาไว้ มองทัศนียภาพอันเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตาของท้องทะเล ส่วนด้านล่างจะเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวผืนใหญ่ที่มักจะมีนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปและขี่ม้าชมวิวอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีน้ำตกซอนจียอนซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีธารน้ำไหลผ่านหินผาดำทะมึนไหลลงสู่ท้องทะเลก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ไม่ควรพลาด นอกจากนี้แล้วเม็ดทรายสีขาวของหาดวอลจองรี ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของคู่รักชาวเกาหลีที่ควรค่าต่อการพักผ่อนด้วยเช่นกัน เหตุผลสำคัญที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดชมความงามของเกาะเล็กๆแห่งนี้ เพราะเกาะเล็กแห่งนี้สามารถผสมผสานความหรูหราของสถานที่ท่องเที่ยวและที่พักต่างอากาศเข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนท้องถิ่นได้อย่างลงตัวมาก ทำให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ใหม่ๆจากการสัมผัสกับวิถีชีวิตความหลากหลายของชาวเกาหลีในอีกมุมมองหนึ่งนั่นเอง

    #10
    อุทยานแห่งชาติแดดุนซาน
    Daedunsan Provincial Park
    (จังหวัดชุงช็องใต้ เมืองนอนซาน)

    อุทยานแห่งชาติแดดุนซานถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูใบไม้ร่วงที่ป่าไม้นานาพันธุ์ในบริเวณหุบเขาสูงกว่า 600 เมตรแห่งนี้ จะพร้อมใจกันเปลี่ยนสีผลัดใบให้มีสีสันสวยงามแตกต่างกันไปตามลักษณะทางพันธุกรรมของตัวมันเอง ราวกับทั้งหุบเขากำลังมีงานประกวดความงามของเหล่าบรรดาพืชพันธุ์ต่างๆอย่างไรอย่างนั้น

    ฤดูที่เหมาะสมจะท่องเที่ยวคือฤดูใบไม้ร่วง

    ค่าบริการ/เข้าชม : ค่าบริการ cable car แบบเที่ยวเดียว ผู้ใหญ่ 6,000 วอน เด็ก 5,500 วอน แบบไป-กลับ ผู้ใหญ่ 9,000 วอน เด็ก 6,000 วอน

    การเดินทาง : หากเดินทางจากกรุงโซล ใช้บริการรถไฟข้ามเมืองไปยังสถานีรถไฟเมืองแดจอน จะสะดวกที่สุด หลังจากนั้น ให้ใช้บริการรถโดยสารประจำทางจากสถานีขนส่งผู้โดยสาร Daejeon Seobu สาย 34 รถจะพาท่านไปสู่เป้าหมายโดยใช้เวลาประมาณ 40 นาท

    ที่อยู่ : Surak-ri, Beolgok-myeon, Nonsan-si, Chungcheongnam-do, เกาหลีใต้

    จุดเด่น

    จุดเด่นของอุทยานแห่งชาติแดดุนซาน นอกจากจะมีทัศนียภาพที่สวยงามจากความหลากหลายของพันธุ์ไม้แล้ว ไฮไลท์สำคัญที่เป็นจุดเรียกแขกก็คือการทดสอบสภาพจิตใจด้วยการเดินข้ามสะพานแขวนที่แกว่งไหวไปตามแรงลมราวกับมีชีวิตที่เชื่อมระหว่างหุบเขาสองลูก โดยสะพานแรกมีความสูงไม่มากนักมีชื่อว่า Geumgang Scenic Bridge เป็นจุดทีนักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปกันมากที่สุดเพราะมุมมองในจุดนี้จะทำให้เห็นหุบเขาที่มีสีสันสวยงามด้วยใบไม้ของพืชพันธุ์ชนิดต่างๆนั่นเอง ไฮไลท์จุดที่สองมีชื่อว่า Samseon Stairway เป็นจุดเชื่อมยอดเขาเหมือนกัน แต่จะมีความชันมากมีลักษณะเป็นบันไดแคบๆ ซึ่งทั้งสองจุดนี้ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินสวนกันได้ จะเป็นทางเดินแบบขาเดียวเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นหุบเขาที่ไม่เปิดโอกาสให้คนหลายใจมีโอกาสได้เปลี่ยนใจกันเลยทีเดียว

    สิ้นสุดไปแล้วสำหรับ สถานที่ท่องเที่ยวเกาหลี ในปี 2020 สิ่งที่สำคัญที่สุดของการท่องเที่ยวในต่างแดนก็คือการวางแผนเดินทางที่ดีและเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับสถานที่ท่องเที่ยว เพราะการเดินทางหนึ่งครั้งอาจจะหมายถึงโอกาสเดียวในชีวิตที่เราจะสามารถเก็บความประทับใจดีๆจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ดังนั้น 10 ที่เที่ยวเกาหลี ดีๆ ที่ห้ามพลาดในแต่ละฤดู ในปี 2020 นี้ ด้รวบรวมทุกข้อมูลสำคัญจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการเดินทางของท่านอย่างมีประสิทธิภาพ กระชับ แม่นยำ และคุ้มค่าต่อค่าใช้จ่ายที่เสียไปอีกด้วย

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ติดตามรับบทความน่าสนใจ​

    คุณอาจชอบ..

    You cannot copy content of this page
    Scroll to Top

    ช่วยตอบคำถามเพื่อให้เราผลิตบทความที่เป็นประโยชน์ต่อคุณ
    บทความนี้เป็นประโยชน์ต่อคุณหรือไม่?