10 ที่เที่ยวญี่ปุ่น ดีๆ ที่ห้ามพลาดในแต่ละฤดู ในปี 2020

ที่เที่ยวญี่ปุ่น
[สารบัญ] 10 ที่เที่ยวญี่ปุ่น ดีๆ ที่ห้ามพลาดในแต่ละฤดู ในปี 2020
    Add a header to begin generating the table of contents

    ประเทศญี่ปุ่นถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนไทยมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา นอกจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางทีไม่สูงมากนักหากเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคอื่นๆแล้ว วัฒนธรรมและความเป็นกันเองของคนญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่ไม่ว่าจะไปกี่ครั้งก็รู้สึกอบอุ่นใจเหมือนอยู่เมืองไทยนั่นเอง หากท่านใดที่ยังมีแพลนแต่คิดแผนไม่ออกว่าจะไปเที่ยวเส้นทางใด ฤดูกาลไหนดี เราจึงขอโหมโรงด้วยการนำทุกท่านมาพบกับ 10 ที่เที่ยวญี่ปุ่นดีๆ ที่ห้ามพลาดในแต่ละฤดู ในปี 2020 ที่กำลังจะมาถึงนี้

    บทความแนะนำ

    #1
    ภูเขาไฟฟูจิ
    Mount of Fuji
    (จังหวัด ชิซุโอะกะ)

    ราคาทัวร์ภูเขาไฟฟูจิ
    เริ่มต้นที่
    2,733 บาท

    ภูเขาไฟฟูจิ ตั้งอยู่ในเขตเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดชิซุโอกะ และจังหวัดยะนะมะชิ ทางทิศตะวันตกของกรุงโตเกียว ภูเขาไฟฟูจิถือว่าเป็นภูเขาไฟที่มีอายุน้อยและยังมีการปะทุอยู่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงเนื่องจากมีการเดินทางที่สะดวกและมีระยะทางไม่ห่างจากกรุงโตเกียวมากนักจึงสามารถเดินทางท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้

    เหมาะไปในทุกช่วงฤดูกาล ระยะเวลาที่แนะนำคือช่วงเช้าก่อน 9.00 น. เพราะหลังจากนั้นอาจจะมีอุปสรรคจากเมฆหมอกที่บดบังภูเขาไฟฟูจิ

    ค่าเข้า/บริการ : ไม่มีค่าบริการ

    การเดินทาง : ห่างจากโตเกียว 138.4 กิโลเมตร เดินทางได้ 3 รูปแบบแล้วแต่ความสะดวก

    แบบที่ 1 เดินทางโดยรถบัสจากโตเกียวไปถึงคาวากูชิโกะ ราคาต่อเที่ยวอยู่ที่ 1900 – 2000 เยน ใช้เวลาเดินทางทังหมด 2 ชั่วโมง 15 นาที โดยประมาณ สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://highway-buses.jp/thai/course/kawaguchiko.php

    แบบที่ 2 เดินทางโดยสารรถไฟจากสถานีชินจูกุ ไปยังสถานีคาวากูชิโกะ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 10 นาที รวมเวลาเปลี่ยนขบวนรถไฟที่สถานี Otsuki ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายที่รองรับการใช้งานรถไฟในเครือข่ายของ JR line สำหรับท่านที่มีบัตร Tokyo Wide Pass จะสามารถเดินทางต่อได้เลยโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่สำหรับท่านที่ถือบัตร Pass ประเภทอื่นๆจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,140 เยน เพื่อไปยังปลายทางสถานีคาวากูชิโกะ และสำหรับท่านที่ไม่ได้มีบัตรเดินทางประเภท Pass ก็สามารถซื้อบัตรโดยสารได้ในราคา 3,130 – 4,020 เยน/เที่ยวการเดินทาง ส่วนตารางการเดินทางจะมีรถไฟให้บริการ 2 เที่ยว ทั้งขาไปและขากลับ และจะมีการเพิ่มรอบการเดินรถในระหว่างวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ อีก อย่างละ 1 เที่ยว รวมเป็น 3 เที่ยวทั้งขาไปและขากลับนั่นเอง สำหรับท่านที่ต้องการตรวจสอบเส้นทางการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.jreast.co.jp/e/

    แบบที่ 3 เช่ารถยนต์ส่วนตัว ราคาประมาณ 2,000 บาท ต่อวัน ไม่รวมน้ำมัน

    ที่อยู่ : Kitayama, ฟุจิโนะมิยะ จังหวัดชิซุโอะกะ 418-0112 ญี่ปุ่น

    จุดเด่น

    ความโดดเด่นของภูเขาไฟฟูจิคือ เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นและถูกจัดว่าเป็นภูเขาไฟที่มีความสมมาตรและสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆซึ่งรายล้อมภูเขาลูกนี้ก็ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การเที่ยวชมภูเขาไฟฟูจิมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพราะภูเขาไฟฟูจินั้นถูกรายล้อมไปด้วยทะเลสาบขนาดใหญ่ถึง 5 แห่ง รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวต่างๆตามเส้นทางท่องเที่ยวอีกมากมาย หนึ่งในทะเลสาบยอดนิยมก็คงจะหนีไม่พ้นทะเลสาบคาวากูชิโกะเพราะเดินทางสะดวกที่สุดในบรรดาทะเลสาบทั้ง 5 แห่ง หากท่านใดมีเวลาไม่มากและต้องการเที่ยวแบบ One Day Trip เพื่อเยี่ยมชมความงามในระยะทางไม่ไกลจากจุดลงรถมากนัก ทะเลสาบคาวากูชิโกะก็ถือว่าตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวเพราะนอกจากท่านจะสามารถใช้บริการรถประจำทางท้องถิ่น ซึ่งจะพาท่านชมความงามรอบๆทะเลสาบแล้ว ยังได้รับความสะดวกในการเดินทางไปยังจุดชมทิวทัศน์ต่างๆอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น เจดีย์ชูเรโต ซึ่งห่างจากทะเลสาบออกไปราวๆ 6 กม. หากเดินทางโดยรถประจำทางท้องถิ่นจะใช้เวลาเพียง 15 นาที เท่านั้น หรือท่านใดที่ไม่ชอบการเดินก็สามารถใช้บริการกระเช้าลอยฟ้าซึ่งอยู่ในบริเวณทะเลสาบคาวากูชิโกะ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางลัดในการมองภูเขาไฟฟูจิจากมุมสูงได้อีกด้วยเช่นกัน และหากท่านใดที่อยากไปไกลกว่านั้นก็สามารถศึกษาเส้นทางรถบัสเพิ่มเติมได้จากผู้ประกอบการโดยตรงโดยมีให้เลือกหลายแบบหลายราคาขึ้นอยู่กับระยะทางในการเดินทางนั่นเอง

    #2
    ปราสาทฮิเมจิ
    Himeji Castle
    (จังหวัดเฮียวโงะ เมืองฮิเมจิ)

    ราคาทัวร์ปราสาทฮิเมจิ
    เริ่มต้นที่
    1,518 บาท

    ปราสาทฮิเมจิ หรือ ปราสาทนกกระสาขาว ถูกเรียกตามลักษณะภายนอกอันโดดเด่น ตั้งอยู่ที่เมืองเฮียวโงะ เป็นเมืองโบราณที่มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่กระจายตัวให้เห็นอยู่ทั่วเมือง นอกจากปราสาทฮิเมจิแล้ว ยังมีวัดเอ็งโยจิห่างไปทางเหนือราว 8 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 15 นาที เป็นวัดเก่าแก่มีอายุกว่าพันปี เป็นหนึ่งในฉากภาพยนต์ period ฟอร์มยักษ์ เรื่อง “The Last Samurai” ที่นำแสดงโดย เคน วาตานาเบะ และ ทอม ครูซ นั่นเอง วัดเอ็งโงจินั้นเป็นวัดที่ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นแท้ๆ โดยเน้นงานไม้เป็นหลักแสดงออกถึงจะมีความใหญ่โตโอ่โถง แต่แฝงไปด้วยความสงบและเรียบง่ายตามวิถีของคนญี่ปุ่นอีกด้วย

    เหมาะไปช่วงฤดูใบไม้ผลิ ในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายน

    ค่าเข้า/บริการ : 1,000 เยน สำหรับผู้ใหญ่ และ 300 เยน สำหรับราคานักเรียน

    การเดินทาง : การเดินทางที่ง่ายที่สุดคือการโดยสารรถไฟจากเมืองโอซาก้า สาย Hikari , Sakura หรือ สาย Kodama ลงที่สถานีฮิเมจิ โดยใช้เวลาเพียง 30-40 นาทีโดยประมาณ จากนั้นเดินต่อไปตามถนน Otemae-dori ประมาณ 1 กม. เพื่อไปที่ตัวปราสาท หรือหากท่านใดไม่ประสงค์จะเดินเท้าก็สามารถใช้บริการรถแท็กซี่ และ รถบัสซึ่งมีให้บริการไปยังตัวปราสาทด้วยเช่นกัน

    ที่อยู่ : 68 Honmachi, Himeji, Hyogo 670-0012 ญี่ปุ่น

    จุดเด่น

    ปราสาทฮิเมจิ เป็นหนึ่งในปราสาทที่สวยงามและมีความสมบูรณ์มากที่สุดของประเทศญี่ปุ่นที่รอดพ้นจากหายนะทางภัยธรรมชาติและสงครามได้อย่างเหลือเชื่อ มีการปรับปรุงโครงสร้างเล็กน้อยเพื่อให้มีความมั่นคงและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้มาเยี่ยมชม โดยจุดเด่นของปราสาทฮิเมจิ ก็คือการรักษาสถาปัตยกรรมต่างๆไว้อย่างครบถ้วนทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวอาคารสามชั้นที่รองรับด้วยฐานหินสูง กำแพงสีขาว รวมถึงสถาปัตยกรรมต่างๆที่รายล้อมตัวปราสาทก็ช่วยหนุนเสริมให้มีความโดดเด่นน่าดูชม อีกทั้งการวางเส้นทางสู่ตัวปราสาทก็เป็นเสมือนเขาวงกตคล้ายๆกับค่ายกลที่มีความสลับซับซ้อน แสดงออกให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในพิชัยสงครามของผู้ออกแบบได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ปัจจุบันปราสาทฮิเมจิ ได้รับการยกย่องจากองค์กร ยูเนสโก้ ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมอย่างแท้จริง

    #3
    น้ำพุร้อน ซาโอะ
    Zao Onsen
    (จังหวัดยามากาตะ เมือง ซาโอะ)

    หากกล่าวถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาอันมีชื่อเสียงระดับโลกอย่างเช่นน้ำพุร้อนแล้ว ประเทศญี่ปุ่นถือว่าเป็นสถานที่ซึ่งมีบ่อน้ำพุร้อนที่มีปริมาณและคุณภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเลยก็ว่าได้ เนื่องจากลักษณะทางธรณีวิทยาของที่นี่นั้นอุดมไปด้วยแนวภูเขาไฟทั้งเก่าและใหม่ที่ดับไปแล้วและยังปะทุอยู่นับพันแห่งซึ่งเอื้อให้เกิดการพบเห็นน้ำพุร้อนนั่นเอง ปัจจุบันมีบ่อน้ำพุร้อนที่พบในธรรมชาติกว่า 30,000 แห่ง และมีผู้ประกอบการบ่อน้ำพุร้อนไว้บริการนักท่องเที่ยวมากถึง 3,000 แห่งทั่วประเทศเลยทีเดียว วันนี้เราขอนำทุกท่านไปพบกับหนึ่งในบ่อน้ำพุร้อนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะมีความพิเศษในด้านของสรรพคุณการรักษาโรคต่างแล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักร้อยที่มีวิวหลักล้านยากจะพบเห็นเป็นของกำนัลอีกด้วยเช่นกัน

    เหมาะไปช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ช่วงระหว่างเดือน กันยาน – เดือนมีนาคม

    ค่าเข้าบริการสำหรับบ่อน้ำพุร้อน : 470 เยนสำหรับผู้ใหญ่ 200 เยน สำหรับเด็ก

    การเดินทาง : ใช้บริการรถโดยสารประจำทางสาย Yamakou จากสถานีสถานีขนส่งผู้โดยสาร Yamagata มุ่งหน้าสู่สถานีขนส่งผู้โดยสารเมือง Zao ใช้เวลาเดินทาง 40 นาที มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางประมาณ 1,000 เยน

    ที่อยู่ : Yamagata Prefecture, Yamagata-shi, Zaōonsen, ญี่ปุ่น

    จุดเด่น

    ความโดดเด่นของน้ำพุร้อนซาโอะนั้น กล่าวกันว่าเป็นน้ำพุร้อนซึ่งมีกรดสูงมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในน้ำพุร้อนที่มีคุณภาพดีที่สุด มีคุณสมบัติช่วยรักษาโรคอันเกิดจากความผิดปกติภายในต่างๆอย่างเช่น อาการท้องผูก หรือโรคซึ่งเกี่ยวกับระบบเลือดต่างๆอีกด้วย ในเมืองซาโอะมีผู้ให้บริการบ่อน้ำร้อนทั้งของรัฐและเอกชนอยู่มากถึง 120 แห่งด้วยกัน แต่ละแห่งจะมีความแตกต่างกันออกไปตามลักษณะที่ตั้งรวมถึงรายละเอียดในการออกแบบสถานที่เช่นกัน บ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงในเมืองซาโอะได้แก่ ไดโรเทมบูโระ(Zao Dai-Rotemburo) เป็นบ่อน้ำร้อนกลางแจ้งขนาดใหญ่ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุด เพราะนอกจากอรรถรสในการอาบน้ำแร่แช่น้ำร้อนแล้ว การได้ชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามรอบๆบ่อน้ำร้อนก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่มีความสวยงามและหาชมได้ยากไม่แพ้กัน แต่เนื่องจากที่นี่เป็นบ่อน้ำร้อนกลางแจ้งทำให้ในช่วงฤดูหนาวยามหิมะตกหนักในช่วงระหว่างเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคมจะปิดให้บริการตามความเหมาะสมของสภาพอากาศทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนรู้สึกผิดหวังไม่น้อยทีไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญแห่งนี้ อย่างไรก็ตามสำหรับนักท่องเที่ยวซึ่งพกความตั้งใจไปเต็มร้อยแต่ไม่อยากเสียโอกาสที่จะได้อาบน้ำแร่ที่ซาโอะในฤดูหนาว ในเมืองซาโอะยังมีบ่อน้ำร้อนอีกหลายแห่งที่ยังเปิดให้บริการอยู่และมีความสวยงามไม่แพ้กัน อย่างเช่น “Shinzaemon No Yu” บ่อน้ำแร่เอกชนซึ่งให้บริการในรูปแบบของ Indoor และ Outdoor ถ้าหากใครอยากอาบน้ำแร่แช่สปา ท่ามกลางหิมะขาวโพลนแล้ว ไม่ควรห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะนอกจากจะได้เพลิดเพลินกับการแช่ออนเซนแบบญี่ปุ่นแล้ว เมืองซาโอะยังมีแหล่งท่องเที่ยวสวยๆให้ได้เพลิดเพลินอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น “ปีศาจหิมะ” เป็นต้นไม้ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนาทำให้เกิดรูปร่างประหลาด หรือการชมทะเลสาบกลางปากปล่องภูเขาไฟโอคาม่า ก็สามารถทำได้ง่ายๆด้วยการใช้บริการกระเช้าลอยฟ้าซึ่งจะพาทุกท่านไปสำรวจเมืองซาโอะอย่างละเอียดกันเลยทีเดียว

    #4
    หมู่บ้านชิราคาว่า
    Shirakawa Village
    (จังหวัดกิฟุ เมืองโอนะ)

    ราคาทัวร์หมู่บ้านชิราคาว่า
    เริ่มต้นที่
    1,242 บาท

    หมู่บ้านชิราคาว่าอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งได้รับการยกย่องจากองค์กรยูเนสโกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกเชิงวัฒนธรรม หมู่บ้านนี้เป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่เกิดจากการรวมตัวกันของหลายหมู่บ้านซึ่งอยู่ท่ามกลางหุบเขา มีจำนวนทั้งสิ้น 60 หลังคาเรือนโดยประมาณ อาชีพหลักของคนที่นี่นอกจากจะทำการเกษตรแล้ว ธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำรายได้ให้กับพวกเขาได้ดีเลยทีเดียว ในส่วนของพื้นที่ภายในชุมชนแห่งนี้นอกจากจะเป็นท้องนาแล้วยังประกอบไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก รวมไปจนถึงบ้านพักแบบโฮมสเตย์ ไว้คอยบริการผู้มาเยือนด้วยเช่นกัน

    เหมาะไปช่วงฤดูหนาวช่วงระหว่างเดือน ธันวาคม-กุมภาพันธ์

    ค่าเข้าบริการ : ไม่มีการเก็บค่าบริการ

    การเดินทาง : รถโดยสารประจำทางจากเมืองทาคายาม่าใช้เวลาในการเดินทาง 50 นาที ค่าบริการ 2,470 ต่อเที่ยว สามารถตรวจสอบเส้นทางอื่นๆได้ที่เว็บไซต์ https://www.nouhibus.co.jp/english/highwaybus/

    ที่อยู่ : Ono District, จังหวัดกิฟุ ญี่ปุ่น

    จุดเด่น

    ความโดดเด่นของหมู่บ้านชิราคาว่าคือเป็นหมู่บ้านโบราณที่รักษาอัตลักษณ์ในการสร้างที่อยู่อาศัยด้วยสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า กัสโชสึคุริ (Gassho-zukuri) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยที่มีลักษณะเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายกับการพนมมือแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มนักบวชผู้เดินทางมาแสวงบุญในอดีตนั่นเอง ความงดงามของหมู่บ้านกลางหุบเขาแห่งนี้ถูกกล่าวขานเป็นอย่างมากในยามที่หิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่วบริเวณหากมองจากปราสาทโอกิมาชิที่อยู่ห่างออกไปทางตอนเหนือของหมู่บ้านจะยิ่งสวยงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เลยทีเดียว

    #5
    ถนน ฮานามิโคจิ ย่าน กิออน
    Gion Hanamikoji Street
    (จังหวัดเกียวโต แขวงฮิงาชิยามะ)

    จังหวัดเกียวโต อดีตเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในภูมิภาคคันไซซึ่งอุดมไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น หากจะเปรียบเทียบกับบ้านเราก็คงจะคล้ายกับกรุงศรีอยุธยา เพียงแต่บ้านเมืองที่เกียวโตยังมีความสมบูรณ์ค่อนข้างมากเพราะไม่ได้รับความเสียหายจากภัยสงครามมาเป็นระยะนานมากแล้วนั่นเอง จึงทำให้มีประชากรค่อนข้างหนาแน่น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เมืองเกียวโตขึ้นชื่อเรื่องของการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมที่หาชมได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนน ฮานามิโคจิ ในย่านกิออนซึ่งเปรียบเสมือนสถานบันเทิงของผู้คนในอดีตที่มักจะแวะเวียนมาใช้บริการโรงน้ำชา และชมการแสดงของสาวงามที่เรียกว่าเกอิชานั่นเอง

    สามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล

    ค่าเข้าบริการ : ไม่มีค่าใช้จ่าย

    การเดินทาง : แบบที่ 1 เดินทางได้โดยรถโดยสารประจำทางจากสถานีขนส่งกรุงเกียวโต ขึ้นรถโดยสารประจำทางสาย 100 ไปยังย่านกิออน มีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 250 เยน ใช้เวลาประมาณ 20 นาที

    แบบที่ 2 เดินทางโดยรถไฟ JR Nara Line จากตัวเมือง เปลี่ยนรถไฟที่สถานี Tofukuji ด้วยรถไฟสาย Keihan เพื่อไปยังสถานีกิออน ซึ่งถ้าหากท่านได้มี JR Pass อยู่แล้วสามารถใช้บริการรถไฟโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้เลย

    ที่อยู่ : Gionmachi Minamigawa, Kyoto, 600-8340 ญี่ปุ่น

    จุดเด่น

    จุดเด่นของถนนฮานิโคจิคือเป็นถนนสายอนุรักษ์ที่เก็บรายละเอียดทุกอย่างประยุกต์เข้ากับการพัฒนาบ้านเมืองสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว กล่าวคือสถาปัตยกรรมบนถนนแห่งนี้จะถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ตามแบบฉบับที่อยู่อาศัยของชาวญี่ปุ่นดั้งเดิม และได้มีการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านขายของชำร่วยประเภทต่างๆ ทำให้ได้บรรยากาศของบ้านไม่เก่าแบบดั้งเดิมเพิ่มเติมคือมีผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยเอาไว้จำหน่ายให้กับผู้มาเยือนนั่นเอง นอกจากนั้นนักท่องเที่ยวยังสามารถเดินเข้าไปสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นกันตามตรอกซอกซอยต่างๆได้อย่างมีอิสระอีกด้วย หรือถ้าหากโชคดีกว่านั้นคุณอาจจะมีโอกาสพบเจอกับเกอิชา และไมโกะตัวเป็นๆที่เพิ่งกลับจากงานเลี้ยงเดินฉวัดเฉวียนให้ชัตเตอร์ในมือสั่นเล่นๆได้เช่นกัน อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดคือเมื่อเดินไปจนสุดถนนเส้นนี้แล้วจะพบกับวัด เคนนินจิซึ่งเป็นวัดใหญ่อันดับสามในจำนวน 5 วัดแนะนำของจังหวัดเกียวโต หลังจากนั้นท่านสามารถเดินต่อไปยังฮิกาชิโฮจิซึ่งเป็นถนนวินเทจอีกเส้นหนึ่งที่ทอดตัวขนานกับ ถนนฮานามิโคจิ เพื่อไปเยี่ยมชมความงดงามของบ้านเรือนและร้านค้าเก่าแก่ รวมไปจนถึงวัดคิโยมิสุ และศาลเจ้าซายากะ ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันอีกด้วย ข้อแนะนำในการเที่ยวย่านกิออนและถนนฮานามิโคจิก็คือท่านสามารถเดินไปได้ทุกที่ที่มีทาง เพราะตามตรอกซอกซอยต่างๆนั้นถือว่าเป็นเสน่ห์ที่หาชมได้ยากและเป็นความประทับใจที่สามารถพบเจอได้เฉพาะตัวบุคคลจริงๆขึ้นอยู่กับสถานการณ์และโอกาสต่างๆจะเอื้ออำนวย อีกทั้งสถานที่ท่องเที่ยวในแถบนี้แต่ละจุดไม่ห่างกันมาก ดังนั้นรองเท้าผ้าใบใส่สบายจึงเป็นพาหนะที่ดีที่สุดสำหรับการท่องเที่ยวในย่านนี้นั่นเอง

    #6
    ป่าไผ่ซางาโนะ
    Sagano Bamboo Forest
    (จังหวัดเกียวโต เมือง อราชิยาม่า)

    ราคาทัวร์ป่าไผ่ซางาโนะ
    เริ่มต้นที่
    3,044 บาท

    ป่าไผ่ซางาโนะตั้งอยู่ในแขวงอาราชิยาม่า ในจังหวัดเกียวโต ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ในภูมิภาคคันไซ ในอดีตนั้นแขวงอาราชิยาม่าถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมจากบุคคลชั้นสูงในพื้นที่ซึ่งมักจะมาเยี่ยมชมทัศนียภาพอันงดงามของแมกไม้นาๆพรรณโดยเฉพาะอย่างยิ่งยามเมื่อดอกซากุระบาน และก็มักจะไม่ลืมแวะมาเที่ยวชมป่าไผ่แห่งนี้พร้อมกับแวะเวียนมาสักการะวัดเท็นริวจิที่อยู่ข้างๆด้วยเช่นกัน

    เหมาะไปช่วงฤดูใบไม้ผลิ – ฤดูใบไม้ร่วง ตั้งแต่เดือนเมษายน – กลางเดือนมิถุนายน และ เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

    ค่าเข้าบริการ : ไม่มีค่าใช้จ่าย

    การเดินทาง : ใช้บริการรถไฟสาย JR Sagano จากสถานีเกียวโต สู่ สถานีอาราชิยาม่า ใช้เวลาเดินทาง 15 นาที มีค่าใช้จ่ายประมาณ 240 เยน

    ที่อยู่ : Ukyo Ward, Kyoto, 616-0007 ญี่ปุ่น

    จุดเด่น

    ความโดดเด่นของป่าไผ่ซางาโนะนั้นก็คือเป็นป่าไผ่ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเกียวโต มีพื้นที่กว้างขวาง ต้นไผ่แต่ละต้นมีความสูงเฉลี่ยอย่างน้อย 15 เมตร ยามเมื่อพวกมันลู่ไหวไปกับสายลมจะเกิดเสียงที่ไพเราะคล้ายเสียงดนตรีจากธรรมชาติที่สามารถนำความสงบมาสู่จิตใจได้ นอกจากนั้นตลอดสองข้างทางระยะทางยาวกว่า 500 เมตร ยังร่มรื่นสงบ และเยือกเย็นตามวิถีเซนแท้ๆ นักท่องเที่ยวต่างให้ความนิยมมาท่องเที่ยวที่นี่กันอย่างหนาตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่างถ่ายภาพทั้งหลายที่ต้องการประลองฝีมือหรือฝึกปรือเพื่อเป็นมืออาชีพมักจะอาศัยพื้นหลังสวยๆของป่าไผ่แห่งนี้เป็นบันไดขั้นแรกไปสู่ความสำเร็จของพวกเขาด้วยเช่นกัน ป่าไผ่ซางาโนะเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงเวลากลางวันบรรยากาศจะร่มรื่นมีความสวยงามตามท้องเรื่อง ส่วนในยามค่ำคืนของฤดูใบไม้ร่วงประมาณเดือนตุลาคม-เดือนธันวาคมจะมีการเปิดไฟ Light Up บริเวณสองข้างทางก็ทำให้ได้บรรยากาศในอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน หากอยากจะสัมผัสบรรยากาศทั้งสองแบบนี้ ในช่วงที่รอเวลาอันเหมาะสมนี้ก็สามารถฆ่าเวลาด้วยการเดินเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆใกล้ๆป่าไผ่ที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก อย่างเช่น วัดเท็นริวจิซึ่งได้รับการยกย่องจากองค์กรยูเนสโก้ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวมรดกโลกเชิงวัฒนธรรม หรือสะพานโทเก็ทสึเคียวอันลือชื่อ หรือจะเป็นถนนอนุรักษ์ซากะ-โทริอิโมโตะ ซึ่งมีความวินเทจย้อนยุคไปถึงสมัยเมจิกันเลยทีเดียว

    #7
    เนินทรายทตโตริ
    Tottori Sand Dunes
    (จังหวัดทตโตริ เมืองฟุคุเบะ)

    ราคาทัวร์เนินทรายทตโตริ
    เริ่มต้นที่
    3,334 บาท

    จังหวัดทตโตริ ตั้งอยู่ภูมิภาคซึ่งมีสภาพอากาศแบบ 2 in 1 ในภูมิภาคชูโงกุ ซึ่งมีเทือกเขาใหญ่พาดขวางแบ่งเขตแดนระหว่างสองฟากฝั่งอย่างชัดเจน ฟากฝั่งหนึ่งเป็นฝั่งทะเลญี่ปุ่น ซึ่งมีทตโตริ เป็นจังหวัดใหญ่ที่สุด มีภูมิอากาศแบบร่มเงาภูเขาซึ่งจะมีแสงแดดสดใสในฤดูร้อนและมีอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว ส่วนอีกฟากฝั่งหนึ่งนั้นเป็นฝั่งทะเลใน มีเมืองฮิโรชิม่าเป็นเมืองใหญ่ จะมีอากาศอบอุ่นสบาย และมักจะมีแสงแดดแผดเผาตลอดทั้งปี ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในภูมิภาคนี้ค่อนข้างจะมีความหลากหลาย สามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล แต่สถานที่ซึ่งมีความโดดเด่นเหนือใครในภูมิภาคนี้คงจะหนีไม่พ้น เนินทรายทตโตริ ซึ่งเป็นเนินทรายขนาดใหญ่วางตัวอยู่ขนานกับชายหาดซึ่งมีพื้นที่ราวๆ 2 กิโลเมตร และมีความสูงถึง 50 เมตรเลยทีเดียว

    เหมาะที่จะท่องเที่ยวในฤดูร้อน มีนาคม – พฤษภาคม

    การเดินทาง : ใช้บริการรถโดยสารประจำทางจากสถานีขนส่งผู้โดยสารทตโตริ โดยใช้บริการเส้นทางการเดินรถ Tottori Sakyu แล้วลงที่ป้ายสุดท้าย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ค่าใช้จ่าย 370 เยน/เที่ยว

    ที่อยู่ : 2164-661 Fukubecho Yuyama, Tottori, 689-0105 ญี่ปุ่น

    จุดเด่น

    จุดที่โดดเด่นและน่าสนใจของเนินทรายทตโตริก็คือ เป็นเนินทรายที่เกิดจากการรวมตัวกันของทรายปากแม่น้ำที่ถูกคลื่นลมในมหาสมุทรพัดมากองรวมกันเป็นระยะเวลากว่าพันปี แต่ที่เป็นไฮไลท์ก็คือรูปร่างและลักษณะของเนินทรายจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลที่ค่อนข้างผันผวนของพื้นที่ตามทีได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว โดยในช่วงฤดูร้อนเราจะเห็นเนินทรายสูงยาวสุดลูกหูลูกตาเป็นริ้วยาวราวกับกระแสน้ำในแม่น้ำอันเชี่ยวกราก ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็จะพบกับทุ่งดอกหอมสีม่วงขนาดใหญ่สวยงาม ฤดูหนาวเราก็จะได้เห็นทะเลทรายสีขาวแปลกตาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ และใจกลางของเนินทรายเรายังสามารถพบเห็นปรากฏการณ์โอเอซิสได้อีกด้วย จึงถือว่าถ้าหากคุณมาท่องเที่ยวเนินทรายทตโตริในฤดูกาลที่แตกต่างกันออกไปคุณอาจจะกลับไปคุยกับใครไม่รู้เรื่องเลยทีเดียวว่าได้มีโอกาสมาเที่ยวที่เดียวกันจริงๆหรือไม่ ถ้าหากมีเวลาเหลือก็ขอแนะนำให้ทุกท่านแวะพักหลบแดดกันที่ The Sand Museum ซึ่งอยู่ติดกับเนินทรายแห่งนี้นี่เอง หรือท่านใดที่อยากจะนั่งกระเช้าชมทิวทัศน์แบบ birds eye view ก็สามารถใช้บริการกระเช้าชมเมืองได้ที่ Sakyu Center ซึ่งห่างออกไปราวๆ 200 เมตร เช่นกัน

    #8
    หมู่บ้านน้ำแข็งเมืองโทมามุ
    Tomamu Ice Village
    (เมืองโทมามุ จังหวัดฮอกไกโด)

    ฮอกไกโด เป็นจังหวัดใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นหมู่เกาะ และมีอุณหภูมิหนาวเย็น โดยปกติจะมีหิมะปกคลุมยาวนานถึง 6 เดือน ดังนั้นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของฮอกไกโดก็คงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก สวนดอกไม้เมืองหนาว และรีสอร์ท สกี ขนาดใหญ่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศให้มาสัมผัสความงดงามราวกับสวรรค์บนดินนั่นเอง

    เหมาะที่จะไปฤดูหนาวช่วงเวลาระหว่างเดือน ธันวาคม – มีนาคม

    ค่าเข้าบริการ : 500 เยน

    การเดินทาง : แบบที่ 1 ใช้บริการรถบัสจากสถานีขนส่งผู้โดยสารซัปโปโร หรือจากสนามบินชิโตเสะแห่งใหม่ รถโดยสารจะให้บริการส่งถึง Hoshino Resort Tomamu โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 3,800 – 4500 เยน/เที่ยว สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.snowtomamu.jp/bus/index_en.html

    แบบที่ 2 เดินทางโดยรถไฟจากสถานีซัปโปโร ถึงสถานี โทมามุ โดยใช้เวลาประมาณ 90 นาที มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 4,500 เยน จากนั้นสามารถนั่งแท็กซี่ หรือรถโดยสารประจำทางไปยัง Hoshino Ski Resort Tomamu ซึ่งห่างออกไปทางเหนืออีก 1.8 ก.ม.

    ที่อยู่ : 2164-661 Fukubecho Yuyama, Tottori, 689-0105 ญี่ปุ่น

    จุดเด่น

    หมู่บ้านน้ำแข็งตั้งอยู่ใน Hoshino Resorts Tomamu ที่ซึ่งเนรมิตพื้นที่ว่างเปล่าให้เป็นหมู่บ้านน้ำแข็งขนาดใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วย ตัวอาคารและสถาปัตยกรรมต่างๆที่ทำจากน้ำแข็งล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม ร้านอาหาร บาร์เครื่องดื่ม รวมไปจนถึงลานสเก็ตกลางแจ้งก็มีไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่ามาที่เดียวเที่ยวได้ครบโดยไม่ต้องไปไกลถึงขั้วโลกเหนืออีกด้วย นอกจากนั้นแล้วที่นี่ยังมีกิจกรรมต่างๆมากมายไว้บริการนักท่องเที่ยว อาทิเช่น Mina-Mina Beach ซึ่งสร้างในโดมกระจกขนาดใหญ่ถือได้ว่าเป็นสระน้ำจำลองลักษณะคลื่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น หรือจะเป็นการสัมผัสกับบรรยากาศแคมปิ้งในกระโจมกลางหิมะก็มีให้บริการแก่นักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือลานสกีขนาดใหญ่สำหรับผู้คลั่งไคล้ในกีฬาextreme ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาที่นี่ได้อีกด้วย ดังนั้นจึงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่าหมู่บ้านน้ำแข็งแห่งโทมามุ นอกจากจะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครแล้ว ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกและกิจกรรมนันทนาการไว้บริการนักท่องเที่ยวแบบไม่ต้องคิดโปรแกรมเที่ยวให้เสียเวลากันอีกด้วยนั่นเอง

    #9
    หุบเขา ทาคาชิโอ
    Takachiho Gorge
    (จังหวัด มิยาซากิ เมือง ทาคาชิโฮ)

    ราคาทัวร์หุบเขา ทาคาชิโอ
    เริ่มต้นที่
    3,589 บาท

    หุบเขา ทาคาชิโฮ ตั้งอยู่ในเขตคิวชู ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ลำดับที่ 3 ของประเทศญี่ปุ่น ประกอบไปด้วย 8 จังหวัดทางตอนใต้ของประเทศ โดยมีเมืองฟุกุโอกะ เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ การเดินทางมายังเกาะคิวชูนั้นสามารถบินตรงมาจากเมืองไทยได้เลย หรือหากท่านใดที่มีโปรแกรมท่องเที่ยวในภูมิภาคอื่นๆของประเทศแล้วต้องการจะเดินทางมาที่นี่ก็สามารถใช้บริการได้ทั้งเครื่องบินภายในประเทศและรถไฟชินงันเซ็นก็สามารถทำได้ ส่วนระยะเวลานั้นขึ้นอยู่กับการเดินทางว่ามาจากภูมิภาคใดนั่นเอง การจะมาเที่ยวที่หุบเขาทาคาชิโฮนั้นมีหลายช่องทางให้เลือกใช้บริการช่องทางที่สะดวกที่สุดคือการเช่ารถยนต์ส่วนตัวขับมาจากจังหวัดคุมาโมโตะ หรือ มายาซากิ ก็ได้ ถ้าหากเป็นการเดินทางโดยรถบัสจุดที่ใกล้ที่สุดคือสถานีรถบัสเมืองคุมาโมโตะซึ่งหากออกไปราวๆ 80 กิโลเมตรเพื่อไปยังเมือง ทาคาชิโฮ ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมง

    เหมาะไปช่วงฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูใบไม้ร่วงประมาณเดือน เมษายน ถึง ตุลาคม

    ค่าเข้าบริการ : 700 เยนสำหรับผู้ใหญ่ ฟรีสำหรับเด็กนักเรียน

    การเดินทาง : แบบที่ 1 รถยนต์ส่วนตัวจากจังหวัดคุมาโมโตะ โออิตะ หรือ มิซากิ ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 1-2 ชั่วโมง

    แบบที่ 2 รถบัสจากสถานีคุมาโมโตะ มาที่ สถานี ทาคาชิโอ เป็นระยะทาง 80 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 30 นาที ค่าใช้จ่าย 7,000 เยน สำหรับราคาแบบไปกลับ

    ที่อยู่ : Mukoyama, Takachiho, Nishiusuki District, Miyazaki 882-1103 ญี่ปุ่น

    จุดเด่น

    หุบเขาทาคาชิโฮ เป็นธารน้ำใสไหลผ่านหน้าผาหินซึ่งก่อตัวขึ้นมาจากลาวาของภูเขาไฟอาโสะ ที่มีระยะทางยาวกว่า 7 กิโลเมตร บางแห่งมีความลึกถึง 100 เมตรเลยทีเดียว ความโดดเด่นของธารน้ำใสไหลเย็นระหว่างซอกผาหินสูงทะมึนท่ามกลางหุบเขาทาคาชิโฮ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นให้เป็นหนึ่งไม่มีสองบนโลกใบนี้เลยทีเดียว ตามเส้นทางพายเรือคายัคนอกจากจะสามารถชื่นชมกับความยิ่งใหญ่ของหินผาสองข้างทางแล้ว ยังสามารถสัมผัสกับน้ำตกมานาอิซึ่งตกลงมาจากหน้าผาในระยะประชิด ชนิดที่หายใจรดต้นคออีกด้วย นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่งยกตัวอย่างเช่น จุดชมวิวจากสะพานทาคาชิโฮซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันจะทำให้ท่านได้เห็นอีกมุมหนึ่งรอบๆหุบเขา ทาคาชิโอ ชัดเจนแบบ 360 องศากันเลยทีเดียว นอกจากนั้นขึ้นไปด้านเหนืออีกราวๆ 5 ก.ม. ก็แวดล้อมไปด้วยหมู่บ้านชนบทแบบญี่ปุ่นที่มีนาข้าวขั้นบันใดสวยงามน่าดูชม ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติซึ่งนักท่องเที่ยวและนักรีวิวทั่วโลกต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าถ้าพลาดแล้วจะเสียใจ

    #10
    สะพานทาดามิ แห่งที่หนึ่ง
    Tadami River First Bridge
    (จังหวัดฟุคุชิมะ เมืองไอซุวะกะมัทสึ)

    โทโฮคุ เป็นเขตการปกครองที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 1 ใน 4 ของเกาะฮอนซู ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ประกอบไปด้วยจังหวัดต่างๆที่อยู่ในเขตการปกครองนี้ 6 จังหวัด การเดินทางมาที่นี่ส่วนใหญ่จะเดินทางมาจากโตเกียวโดยใช้บริการรถไฟชินคันเซ็นเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่มีความสวยงาม เพราะพื้นที่ของภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นภูเขาสูงและผืนป่าขนาดใหญ่ มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายไม่ว่าจะเป็น ภูผา น้ำตก ป่าไม้ผลัดใบ น้ำพุร้อน เป็นต้น ดังนั้นการจะท่องเที่ยวให้ครบจบในทริปเดียวอาจจะเป็นไปได้ยาก ดังนั้นการเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดคือการใช้บริการรถไฟในเส้นทางที่ถูกกล่าวขานกันว่าโรแมนตกที่สุดในญี่ปุ่นที่ชื่อว่ารถไฟสายทาดามิ นั่นเอง

    เหมาะไปช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ระหว่างเดือน ตุลาคม – กุมภาพันธ์

    การเดินทาง : ใช้บริการรถไฟ สายโทโฮคุชินคันเซ็นจากสถานีรถไฟในกรุงโตเกียว ไปยังสถานีโคริยามะ ใช้เวลา 80 นาที จากนั้นเปลี่ยนเส้นทางโดยใช้รถไฟจากสถานี ไฟบัน-เอ็ทสึไซ ไปยังสถานี ไอซุ-วะกะมัทสึ โดยใช้เวลาประมาณ 80 นาทีด้วยกัน

    จากนั้นสามารถเดินทางไปยังเมืองทาดามิ โดยใช้บริการถไฟท้องถิ่นสาย ทาดามิ โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาที

    ที่อยู่ : Mishima, Onuma District, Fukushima 969-7402 ญี่ปุ่น

    จุดเด่น

    รถไฟสายทาดามิเป็นขบวนรถไฟท้องถิ่นที่เปิดให้บริการมานานมากแล้ว มีเส้นทางรวมทั้งสิ้น 135 กิโลเมตร เชื่อมโยงสถานีรายทางกว่า 36 สถานี จุดเด่นของรถไฟสายทาดามิ คือการเคลื่อนตัวลัดเลาะไปตาม หุบเขา ทะเลสาบ และชนบทต่างๆ ซึ่งนักเดินทางสามารถเลือกแวะได้ตามความพอใจขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาสจะเอื้ออำนวย ที่เป็นไฮไลท์ของการเดินทางก็คือการเยี่ยมชมสะพานข้ามแม่น้ำทาดามิ แห่งที่หนึ่ง ที่ชื่อว่า Daiichi Kyouryou ตั้งอยู่ใกล้ๆกับสถานรถไฟไอซุ มิยาชิตะ (Aizu-Miyashita Station) ซึ่งเป็นจุดชมวิวและถ่ายรูปขบวนรถไฟข้ามแม่น้ำที่สำคัญที่สุด โดยจะมีจุดชมวิวไต่ระดับความสูงขึ้นไปถึง 4 ระดับไว้บริการนักท่องเที่ยวให้ได้เลือกสรรกันอย่างเต็มอิ่มอีกด้วย สิ่งที่โดดเด่นที่สุดสำหรับรถไฟสายทาดามินอกจากจะมีวิวโรแมนติกหลักล้านให้ได้ชมแล้ว การได้สัมผัสกับวิถีชีวิตแบบชนบทของชาวญี่ปุ่นตามเส้นทางรถไฟก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ล้ำค่าที่ไม่รู้ว่าจะหาได้จากที่ไหนอีกแล้ว สำหรับนักท่องเที่ยวที่ยังไม่เต็มอิ่มกับบรรยากาศสุดประทับใจเหล่านี้ ก็สามารถแวะชมสถานที่ท่องเทียวแนะนำตามสถานีรายทางอื่นๆได้ ยกตัวอย่างเช่น วัดเอ็นโซจิ ซึ่งหากจากสถานี ไอซุ-ยาไนสึ ด้วยการเดินเพียง 10 นาที หรือใครสนใจจะไปชมดอกซากุระบานที่ปราสาทสึรุกะ ก็สามารถลงรถไฟได้ที่สถานี ไอซุ-วะกะมัทสึ และเดินทางต่อไปด้วยรถบัสอีกประมาณ 15 นาที ก็ทำได้เช่นกัน นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความพิเศษในการเดินทางครั้งนี้เท่านั้น เพราะหากเราต้องยกสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นจุดเด่นของทางรถไฟสายทาดามิมาทั้งหมดแล้ว เราคงไม่ต้องพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆกันเลยทีเดียว เพราะเรียกได้ว่าเยอะจนไม่สามารถจะหยิบยกมาได้หมดทุกที่นั่นเอง

    สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นก็คือการตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการเดินทาง เพราะประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นหมู่เกาะ และเป็นเขตของลมมรสุมที่สำคัญ ซึ่งด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายๆคนพลาดโอกาสที่จะเก็บความทรงจำดีๆในสถานที่ต่างๆไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นเรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า 10 ที่เที่ยวญี่ปุ่น ดีๆ ที่ห้ามพลาดในแต่ละฤดู ในปี 2020 จะเป็นหนึ่งในข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาวางแผนการท่องเที่ยวของท่านอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งมีความสอคล้องกับสภาพดินฟ้าอากาศอันแปรปรวนที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของท่านนั่นเอง

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ติดตามรับบทความน่าสนใจ​

    คุณอาจชอบ..

    You cannot copy content of this page
    Scroll to Top

    ช่วยตอบคำถามเพื่อให้เราผลิตบทความที่เป็นประโยชน์ต่อคุณ
    บทความนี้เป็นประโยชน์ต่อคุณหรือไม่?