Home > เงิน > แรงบันดาลใจการเงิน > Fintech คืออะไร มีอะไรบ้าง ตัวอย่างธุรกิจในไทย

Fintech คืออะไร มีอะไรบ้าง ตัวอย่างธุรกิจในไทย

Fintech คืออะไร มีอะไรบ้าง ตัวอย่างธุรกิจในไทย

ถ้าพูดคำว่า ‘Fintech’ ออกมา หลายคนอาจทำหน้างงด้วยเพราะไม่เข้าใจความหมายของคำคำนี้ แต่บอกเลยว่าเทคโนโลยี Fintech นี้อยู่ใกล้ตัวคุณมากกว่าที่คิด แถมยังทำให้ชีวิตด้านการเงินสะดวกสบายมากขึ้นด้วย 

Fintech คืออะไร

Fintech ย่อมาจากคำว่า Financial Technology คือการใช้เทคโนโลยีใหม่และนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาปรับปรุงและสร้างบริการด้านการเงินให้ใช้งานง่ายและมีสะดวกสบายมากขึ้น แม้ไม่เก่งเทคโนโลยีก็สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายด้วยตัวคุณเอง โดยใช้เทคโนโลยีอย่าง Artificial intelligence (AI), Blockchain, Cloud computing และ Big data เข้ามาช่วยพัฒนาบริการด้านการเงินเหล่านั้น

ประโยชน์ของ Fintech 

  • การเข้าถึงบริการหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินทำได้ง่ายขึ้น ผ่านมือถือ แอพลิเคชัน โดยไม่จำเป็นต้องไปที่ธนาคารอีกต่อไป ทำธุรกรรมการเงินได้รวดเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงิน รับเงิน ซื้อประกัน ชำระค่าบริการต่าง ๆ กู้เงิน ลงทุน หรือแม้แต่ขอสินเชื่อ ทุกอย่างทำเสร็จได้ภายในไม่กี่วินาที ทั้งยังช่วยให้บริหารจัดการเงินได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
  • การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการระดมได้ง่ายขึ้น เพียงทำผ่านแพลตฟอร์ม Crowdfunding ที่มีความยุ่งยากและใช้เวลาดำเนินการน้อยกว่า
  • ลงทุนได้ง่ายกว่าเดิม สามารถติดตามข้อมูลเศรษฐกิจ บทวิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น และยังมีคำแนะนำด้านการลงทุนแบบเฉพาะบุคคลให้เลือกตามเป้าหมายที่ต้องการ 
  • การชำระค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ทำได้รวดเร็วมากขึ้น
รูปประกอบ freepik.com

Fintech มีกี่ประเภท 

Fintech ไม่ได้มีเพียงแอพลิเคชันธนาคารอย่างที่หลายคนเข้าใจ Fintech ยังให้บริการด้านการเงินได้มากกว่าการโอนเงินหรือรับเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริการด้านการเงินอื่น ๆ อีก แบ่งได้เป็น 9 ประเภทด้วยกัน

1. ธนาคาร (Consumer Banking)

Fintech ประเภทแรกที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ Consumer Banking ธุรกิจธนาคารเพื่อผู้บริโภค หรือธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย (Retail Bank) ซึ่งเทคโนโลยี Fintech ประเภทนี้ก็คือแอพลิเคชันธนาคารหรือ Mobile Banking ที่พวกเราทำธุรกรรมผ่านมือถือจัดการเงินได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นโอนเงิน ถอนเงิน เช็กยอดเงิน จ่ายค่าบริการต่าง ๆ และอื่น ๆ ประหนึ่งเหมือนว่าไปทำธุรกรรมที่หน้าเคาน์เตอร์

2. ประกันภัย (Insurance)

Fintech ในธุรกิจประกันภัยจะช่วยนำเสนอแผนประกันภัยที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละคน ตามเงื่อนไขที่ลูกค้าต้องการ ทั้งยังช่วยคำนวณเบี้ยประกัน ผลตอบแทน เงินชดเชย และส่วนลดต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าเปรียบเทียบความคุ้มค่าต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้ตัดสินใจซื้อประกันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงยื่นเคลมประกันได้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาพนักงานขายประกันแต่อย่างใด

3.การระดมทุน (Crowdfunding)

Crowdfunding คือการระดมทุนผ่านแพลตฟอร์มที่เป็นตัวกลาง ทั้งจากบุคคลทั่วไปที่อาจจะเป็นนักลงทุนอยู่แล้วหรือเป็นเพียงคนทั่วไปที่ไม่เคยลงทุนมาก่อนก็ได้ โดยผู้ที่ต้องการลงทุนก็เข้ามาลงชื่อขอระดมทุน ส่วนผู้ที่มีเงินต้องการนำมาต่อยอดก็เข้ามาเลือกธุรกิจหรือโปรเจกต์ที่ต้องการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มได้ ซึ่ง Fintech ช่วยทำหน้าที่ตั้งแต่สมัครเข้าขอระดมทุน ช่วยตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ขอระดมทุน ประกาศหานักลงทุน อนุมัติคำขอระดมทุน รวมไปถึงจ่ายปันผลแก่ผู้ลงทุน

4. การโอนเงินต่างประเทศ (International Money Transfers)

การโอนเงินระหว่างประเทศเมื่อ 10 กว่าปีก่อนถือว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก ราคาสูง แถมยังใช้เวลานานกว่าเงินจะเข้าบัญชีอีกฝ่าย แต่ตอนนี้เมื่อมีเทคโนโลยี Fintech เข้ามาช่วย การส่งเงินจึงรวดเร็วมากขึ้นและประหยัดกว่าเดิม เช่น Ripple ที่ส่งเงินได้ไวมาก จากเดินที่โอนเงินข้ามประเทศใช้เวลาเป็นชั่วโมง ๆ แต่ที่นี่ทำได้ภายในเสี้ยววินาที

5. บล็อกเชนและคริปโตรเคอร์เรนซี (Blockchain & Cryptocurrency)

บล็อกเชน (Blockchain) คือเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก เป็นการ Decentralize วงการการเงินและวงการธนาคารขนาดใหญ่ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นบนเครือข่าย Blockchain ที่กระจายข้อมูลธุรกรรมไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของบุคคลทั่วไปที่เข้าร่วมในเครือข่ายนี้ และข้อมูลเหล่านั้นก็เปิดเผยสู่สาธารณะ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และที่สำคัญก็คือแก้ไขปลอมแปลงไม่ได้ จึงปลอดภัยมาก 

ซึ่ง Blockchain นี้ก็ทำให้เกิดเงินสกุลดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซี (Crytocurrency) ที่ใช้เป็นค่าธรรมเนียมธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นบน Blockchain ใช้จ่ายค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ ใช้ซื้อ NFT รวมไปถึงเทรดซื้อขายเพื่อทำกำไร ตัวอย่างคริปโตชื่อดังคือ Bitcoin, Eterium, Dogecoin

6. การกู้ยืมเงิน (Lending)

Fintech ช่วยให้การให้กู้ยืมเงิน (Lending) สะดวกสบายมากขึ้น เพราะสามารถขอเงินกู้ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยระบบจะวิเคราะห์คุณสมบัติผู้สมัคร คะแนนความน่าเชื่อ คำนวณวงเงินกู้ รวมไปถึงอนุมัติเงินกู้ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่นาน อาจใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้พนักงาน และไม่จำเป็นต้องดำเนินการที่สาขาธนาคารหรือบริษัทแต่อย่างใด

7. การชำระเงินผ่านมือถือ (Mobile Payments) 

การจ่ายเงินผ่านมือถือหรือ Mobile Payments นี้เป็นคนละประเภทกับบริการของแอพลิเคชันธนาคาร เพราะมันคือบริการ eWallet ต่าง ๆ ที่ไม่ได้ดำเนินการโดยธนาคาร มักจำกัดอยู่ที่การจ่ายและรับเงิน ผู้ใช้จะต้องสมัครใช้บริการหรือเปิดบัญชีกับผู้ใช้บริการหรือแพลตฟอร์มนั้น ๆ เสียก่อนจึงจะใช้งานได้ Mobile Payments ชื่อดังในไทยก็เช่น True Money Wallet, Rabbit LINE pay, Shopee Pay

8. การลงทุน (Robo-Advising & Stock-Trading)

เทคโนโลยี Fintech ช่วยให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายมากขึ้นทั้งสำหรับนักลงทุนมือใหม่และมือเก่า ทั้งการลงทุนด้านกองทุนรวม หุ้น ทองคำ หรือแม้แต่กองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ซึ่งแพลตฟอร์มการลงทุนนี้จะใช้ระบบ AI วิเคราะห์หุ้นและการลงทุนที่น่าสนใจ จากนั้นก็ใช้เทคโนโลยี Robo-Advising ช่วยจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) ให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายไป

9. การบริหารจัดการเงิน (Budgeting Apps)

Budgeting Apps คือแอพลิเคชันบันทึกและบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล โดยมีทั้งการบันทึกรายรับรายจ่าย บันทึกการลงทุน ผลกำไร รวมถึงการแนะนำการลงทุนต่าง ๆ ให้เหมาะกับเป้าหมายที่ผู้ใช้แอพลิเคชันตั้งเอาไว้ เช่น ต้องการเกษียณด้วยเงิน 10 ล้านบาท ต้องการเก็บเงิบเพื่อซื้อบ้านจำนวน 5 ล้าน โดยแอพช่วยคำนวณจำนวนเงินลงทุน ระยะเวลา ผลตอบแทน และแนะนำประเภทการลงทุนที่เหมาะสมให้กับผู้ใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ ตัวอย่างของแอพประเภทนี้คือแอพ FinancialAdvisor 

ตัวอย่างธุรกิจ Fintech ในไทย

ธุรกิจ Fintech ในประเภทไทยมีหลายธุรกิจมากและหลายคนก็ใช้งานกันเป็นประจำ แต่อาจไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นคือเทคโนโลยี Fintech จึงยกตัวอย่างธุรกิจให้เห็นชัด ๆ ดังนี้

  • แอพลิเคชันธนาคารต่าง ๆ เช่น SCBEasy, KPLUS, ttb touch คือ Fintech ที่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือได้เลย ไม่ต้องไปธนาคาร
  • FinVest, SCBS Easy Invest ซึ่งคือ Fintech ด้านการลงทุนที่มี AI และ Robo-Advising ช่วยจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ลูกค้ายอมรับได้จากการทำแบบประเมินความเสี่ยง
  • True Money Wallet, Rabbit LINE pay, Shopee Pay คือตัวอย่าง Fintech ด้านการจ่ายเงินผ่านมือถือหรือ Mobile Payments 
  • ​​FINNIX (ฟินนิกซ์) คือแอพลิเคชันกู้เงินออไลน์ที่อยู่ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์​​ (SCB) คือตัวอย่างของ Fintech ด้านการกู้ยืมเงิน เพราะใช้ง่าย แทบไม่ต้องใช้เอกสาร และได้เงินโอนเข้าบัญชีในไม่กี่นาที 
  • Bitkub คือธุรกิจ Fintech ที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเทรดคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ของประเทศไทย 

จากนี้ Fintech จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกอย่างแน่นอน และความก้าวหน้าคงไม่หยุดอยู่แค่นี้ ส่วนเทคโนโลยี Fintech จะมาปฏิวัติวงการการเงินและ Disturb ธนาคารและบริษัทใหญ่ ๆ อย่างไรก็คงต้องรอดูกันต่อไป

รูปปก freepik.com 

หากถูกใจอย่าลืม กดแชร์!
Tags: