10 วิธีเริ่มขายของออนไลน์ ขายยังไงให้มีคนซื้อ ให้ปัง ให้รวย

ADVERTISEMENT

[สารบัญ] 10 วิธีเริ่มขายของออนไลน์ ขายยังไงให้มีคนซื้อ ให้ปัง ให้รวย
    Add a header to begin generating the table of contents

    การขายของออนไลน์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการทำธุรกิจในยุคนี้ ด้วยความสะดวก ไม่ต้องมีหน้าร้าน ประหยัดต้นทุน ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ และสามารถใช้ Social Media ในการติดต่อซื้อขายได้ การขายของออนไลน์จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองสำหรับคนที่อยากเริ่มทำธุรกิจหรือทำงานเสริม แต่อย่างไรก็ตามการขายของออนไลน์ก็มีสิ่งที่ควรรู้ ควรศึกษา และวางแผนก่อนจะเริ่มต้นทำธุรกิจ มาศึกษาไปพร้อม ๆ กันได้จาก 10 วิธีขายของออนไลน์นี้

    #1
    เลือกผลิตภัณฑ์ที่ต้องการจำหน่าย

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการค้าขายคือ ผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ตอบสนองกับความต้องการของตลาดได้อย่างชัดเจน โดยอาจต้องใช้เกณฑ์หลาย ๆ อย่างมาประกอบการตัดสินใจเพื่อเฟ้นหาสินค้าที่ใช่ โดยพิจารณาจากปัจจัยที่อยู่ใกล้ตัว อาทิ ความชอบ ความรู้ความเชี่ยวชาญในตัวสินค้า ความต้องการของลูกค้า และโอกาสทางการตลาด เป็นต้น หากเราสังเกตให้ดีจะพบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้การลงทุนของหลายท่านไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกขายสินค้าประเภทใด ขายอย่างไร และขายให้ใครนั่นเอง ดังนั้นก่อนเลือกสินค้าเพื่อทำการตลาดเราควรพิจารณาถึงความคุ้มค่าและโอกาสเติบโตทางการตลาดของสินค้านั้น ๆ ให้ดี เป็นต้น

    #2
    วางแผนการจัดหาสินค้า

    เมื่อเลือกได้แล้วว่าต้องการขายอะไร ขั้นตอนต่อไปคือการบริหารจัดการสินค้าให้เพียงพอต่อการจำหน่ายตลอดเวลานั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น สินค้าที่ต้องอาศัยผู้ผลิตรายใหญ่ ที่สามารถสั่งแบบซื้อมา ขายไปได้ อาทิ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เป็นสินค้าที่เราไม่สามารถควบคุมการผลิตได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นควรตรวจสอบปริมาณสินค้าให้ชัดเจน เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะตามมาจากการขาดแคลนสินค้า เพราะการปฏิเสธลูกค้า คือความผิดพลาดร้ายแรงซึ่งอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้

    ในส่วนของสินค้าทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร และสินค้าประเภท D.I.Y.  ที่ผู้ประกอบการสามารถผลิตเองได้ ก็มีระบบบริหารจัดการสินค้าที่แตกต่างกันออกไป แต่วิธีการจัดหาสินค้าที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการด้านนี้ คือการสั่งสินค้าแบบ Pre-Order ที่สามารถช่วยให้ท่านประเมินปริมาณสินค้าในแต่ละล็อตได้อย่างแม่นยำ ที่สำคัญวิธีนี้สามารถช่วยให้ท่านคำนวณต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อกำหนดราคาจำหน่ายสินค้าได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย  

    #3
    ศึกษาข้อกฏหมายและการจ่ายภาษี

    การได้รายได้มาก็นับว่าเป็น “เงินได้” ที่จะต้องเสียภาษี การขายของออนไลน์ก็เช่นกัน สำหรับการขายของออนไลน์ จะมีการเสียภาษีหลัก ๆ สองชนิดคือ

    ภาษีเงินได้

    จะแบ่งประเภทออกไปอีกว่าเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีที่เปิดร้านขายของในรูปแบบบุคคลธรรมดา ที่ไม่ได้จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ก็ให้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยที่หากมีรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายเกิน 150,000 บาท ก็จะต้องเสียภาษีตามร้อยละที่กฎหมายกำหนด

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

    เก็บ 7% กับร้านค้าออนไลน์ที่มีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ดีถ้าอิงจากกฎหมาย เมื่อมีเงินได้ก็ต้องยื่นภาษี ทางที่ดีควรทำทุกอย่างให้ถูกต้องไว้จะดีที่สุด

    สุดท้ายนี้การคำนวณภาษีออนไลน์ที่นิยมใช้มีด้วยกันอยู่ 2 วิธี หากวิธีใดได้อัตราการจ่ายภาษีมากกว่าก็ให้นำจำนวนนั้นไปยื่นขอชำระภาษี ได้แก่

    1. นำภาษีเงินได้ – ต้นทุนค่าใช้จ่าย – สิทธิลดหย่อนภาษี x อัตราภาษีตามกำหนด
    2. นำภาษีเงินได้ x 5 % (ใช้ในกรณีที่มีรายได้เกินกว่า 1 ล้านบาทต่อปี)

    การจ่ายภาษีถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก เพราะหากผู้ประกอบการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง อาจจะเพราะความไม่รู้ หรือ มีเจตนาหลีกเลี่ยงก็ดี อาจส่งผลให้ถูกดำเนินคดีในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบ โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 2,000 – 200,000 บาท หรือหนักหน่อยก็อาจมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน – 7 ปี หรือบางกรณีอาจถูกลงโทษทั้งจำทั้งปรับเลยก็เป็นได้

    ดังนั้นก่อนจะกระโดดเข้าสู่ยุทธจักรการแข่งขันอันเข้มข้นของโลกธุรกิจออนไลน์ ผู้ประกอบการจึงควรศึกษาข้อกฎหมายในเรื่องของการชำระภาษีเงินได้ให้ดี หากไม่เข้าใจประเด็นใดก็สามารถติดต่อสอบถามโดยตรงได้ที่กรมสรรพากร โทร 1161 วันจันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 18.30 ก็จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนโดยไม่ต้องวิตกไปเองแต่อย่างใด

    #4
    วิธีสร้างแบรนด์ให้กับสินค้า

    การสร้างแบรนด์ คือการทำให้ลูกค้าจดจำสินค้าได้อย่างขึ้นใจ วิธีการสร้างแบรนด์ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกใช้จึงหนีไม่พ้นการอัดฉีดเม็ดเงินลงไปเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าเหล่านั้นแบบเอาเป็นเอาตายนั่นเอง ซึ่งวิธีนี้คือการสร้างแบรนด์ที่เห็นผลไว้และตอบสนองต่อการตลาดในระยะสั้นได้ดีที่สุด แต่วิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับการทำตลาดในระยะยาว เพราะถ้าหากแบรนด์ของเราไม่ “ว้าว” ก็เตรียมเคาท์ดาวน์สู่ความล้มเหลวได้ทันที

    ดังนั้น หลักในการสร้างแบรนด์ที่ถูกต้อง จึงควรคำนึงถึงผลลัพธ์ในระยะยาว ด้วยการสร้างแบรนด์ให้สอดคล้องกับตัวสินค้า และไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้บริโภคที่กำลังมองหาสินค้าของท่านอยู่นั่นเอง โดยหลักในการสร้างแบรนด์ง่าย ๆ ที่การันตีแล้วว่าใช้ได้จริง ประกอบไปด้วย

    1. เข้าใจสิ่งที่แบรนด์เป็น หมายถึงเข้าใจตัวสินค้าและสามารถมองตลาดออกว่าเหมาะสมกับผู้บริโภคกลุ่มใด

    2. เข้าใจสิ่งที่แบรนด์คิด คือการทำให้ผู้ร่วมงานเห็นเป้าหมายร่วมกัน ว่าสินค้าของเราต้องการจะสื่อสารอะไร เช่น แบรนด์เราคือแบรนด์ที่จัดส่งเร็วที่สุด ดังนั้นกระบวนการความคิดหรือการทำงานของแบรนด์หรือของทุกคนในองค์กรก็ต้องยึดหลักนี้ร่วมกัน เป็นต้น

    3. เข้าใจสิ่งที่แบรนด์ทำ หมายถึงการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสิ่งที่คิด ยกตัวอย่างเป็นแบรนด์ที่จัดส่งรวดเร็วที่สุด ก็ต้องซื่อตรงต่อลูกค้าและรักษาคำมั่นสัญญาเหล่านี้ให้ได้ตามที่สื่อสาร เป็นต้น

    4. พูดในสิ่งที่แบรนด์ทำ คือปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับการสร้างแบรนด์ เพราะการกระทำสำคัญกว่าคำพูดเสมอ เมื่อเราสื่อสารกับลูกค้าว่าเราคือแบรนด์ที่สามารถจัดส่งสินค้าได้รวดเร็วที่สุด เราก็ต้องเป็นผู้ประกอบการที่สามารถนำสินค้าไปสู่มือผู้บริโภคได้รวดเร็ว ทันใจ กว่าเจ้าใด ๆ ในตลาดนั่นเอง

    ดังนั้นก่อนที่เราจะสื่อสารผ่านการโฆษณา เราจึงควรตอบตัวเองให้ได้ว่า เราสามารถรักษาคำมั่นสัญญา และทำในสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังได้หรือไม่

    #5
    ระบุกลุ่มลูกค้าให้ได้

    ไม่ว่าจะขายอะไรก็ตาม เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า “ขายให้ใคร” กลุ่มลูกค้าคือผู้หญิงหรือผู้ชาย อายุเท่าไหร่ ไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร คนกลุ่มนั้นมีความต้องการอะไร ยิ่งระบุได้ชัดเจนเท่าไรก็ยิ่งส่งผลดีต่อธุรกิจของเรามากเท่านั้น ในบางครั้งการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ก็ต้องทำควบคู่ไปกับการลองขายจริง แล้วค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนให้ลงตัวในที่สุด เพราะเราไม่อาจที่จะนั่งเทียนและบอกตัวเองได้ทันทีว่าใครเป็นลูกค้าของเราจนกว่าจะได้ลองลงมือทำ ลงมือขาย และสังเกตผลตอบรับที่ได้จากประสบการณ์จริงนั่นเอง

    #6
    เลือกช่องทางการจำหน่ายให้เหมาะสม

    “แพลตฟอร์ม” ในที่นี้ก็คือ Social Media ต่าง ๆ เช่น Facebook, YouTube, IG, LINE@ หรือ E-Marketplace ที่เป็นเว็บไซต์กลางในการติดต่อซื้อขาย อย่าง Shopee, Lazada ผู้ขายต้องศึกษาถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของแต่ละแพลตฟอร์มให้ละเอียด

    การตัดสินใจว่าจะใช้แพลตฟอร์มใดในการขาย จะใช้กี่ช่องทาง ขึ้นอยู่กับเวลาและจำนวนคนในทีม ว่าสามารถจะกระจายช่องทางไปได้มากแค่ไหน แน่นอนว่ายิ่งกระจายช่องทางไปหลาย ๆ ที่ก็ย่อมมีโอกาสที่คนจะรู้จักร้านของเรา แต่ถ้าหากทำเกินตัวมากไปก็อาจจะทำให้ดูแลธุรกิจไม่ไหว จึงต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดีว่าจะให้ช่องทางใดเป็น “ช่องทางหลัก” หรือช่องทางใดควรเป็น “ช่องทางเสริม” เพื่อสามารถควบคุมต้นทุนทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ยกตัวอย่างเช่น Instagram เป็นช่องทางที่ชูจุดเด่นในการลงรูปสวย มีฟีเจอร์ IG Story ที่คนนิยมเล่น และสามารถทราบจำนวนคนมองเห็นได้ คนที่นิยมเล่นคือกลุ่มคนที่อายุ 18-35 ปี ซึ่งถ้าหากตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่วางเอาไว้ในการขายเสื้อผ้าออนไลน์ของคุณ คุณก็อาจจะเลือก IG เป็นช่องทางหลักในการขายสินค้า แต่แพลตฟอร์มอื่นก็ช่วยเสริมช่องทางหลักได้ เป็นต้น

    #7
    วางแผนการทำบัญชี

    หาเงินได้เท่าไร ยังไม่สำคัญเท่ากับการใช้เงินอย่างไร ด้วยเหตุผลนี้การวางแผนด้วยระบบบัญชีจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งในระยะแรกผู้ประกอบการสามารถทำบัญชีแบบง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องลงไปในรายละเอียดปลีกย่อย แต่อย่างน้อยก็ควรคำนวณต้นทุน รายได้ และกำไรให้เป็น เพราะบางครั้งเรามักจะพลั้งเผลอไปกับตัวเลขรายได้แล้วนำไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ จนอาจทำให้หลายท่านประสบปัญหาขายดีแต่ทำไมหมุนเงินไม่ทัน นั่นก็เพราะว่าเราไม่มีกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนการใช้เงินของตัวเองที่เรียกว่า “บัญชี” นั่นเอง

    อย่างไรก็ดีเรามีคำแนะนำเบื้องต้นในการทำบัญชีแบบง่าย ซึ่งมีองค์ประกอบแค่สามอย่าง ได้แก่ รายได้ ต้นทุน และ กำไร ซึ่งสิ่งที่ค่อนข้างซับซ้อนมากที่สุดในสามอย่างนี้คือ “ต้นทุน” เพราะต้นหลัก ๆ มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

    • ต้นทุนคงที่ คือ ต้นทุนที่คงที่ไม่ว่าจะขายหรือผลิตได้เท่าไหร่ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้าง ค่าเครื่องจักร ฯลฯ (ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ขายว่าจะนับรายการใช้จ่ายใดเป็นต้นทุนในการขายของออนไลน์)
    • ต้นทุนผันแปร คือ ต้นทุนที่ผันไปตามการผลิต เช่น การทำคุกกี้หนึ่งกระปุก ต้องใช้เนยกี่กรัม ต้องมีส่วนผสมอะไรบ้าง ถ้าผลิต 100 กระปุก ก็ต้องใช้วัตถุดิบที่มากขึ้นตาม

    เพียงเท่านี้เราสามารถเอาค่าใช้จ่ายทุกอย่างมารวมกันแล้วหารจำนวนชิ้นที่ผลิต เพื่อที่จะหาต้นทุนต่อของหนึ่งชิ้นที่จะขาย เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนต่อไป แต่ถึงอย่างไรก็ดีผลลัพธ์ที่สามารถชี้วัดความสำเร็จในการขายของออนไลน์นั้น ไม่ใช่ยอดไลค์ ไม่ใช่ยอดแชร์ ไม่ใช่รายได้ แต่มันคือ “ผลกำไร” ที่เราได้รับนั่นเอง

    #8
    ใส่ใจในบริการ ไม่ให้ลูกค้ารอนานเกินไป

    ในการขายของออนไลน์เราจะต้องมี Mindset ที่ดีและมีความพร้อมในการสื่อสารกับลูกค้าอยู่เสมอ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าจะต้อง “ทำใจ” ไว้ก่อน เพราะลูกค้าอาจติดต่อเรามาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นการ Monitor เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที จึงถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก

    ในปัจจุบันมีการพัฒนาระบบตอบบทสนทนาของลูกค้าแบบ Automation ขึ้นมาแล้ว โดยที่ให้ Bot ทำหน้าที่ตอบแชทแทนเราในระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายเราก็อาจจะต้องลงมือตอบบทสนทนาเพื่อปิดการขายด้วยตัวเองหรือตอบปัญหาลูกค้าที่ระบบไม่สามารถทำได้ และไม่ว่าเราจะเลือกวิธีการสื่อสารแบบไหน ก็ขอให้ใส่ใจในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างทันท่วงที และคิดเสมอว่าทุกวินาที คือ “โอกาส” ในการทำเงินของเรา

    #9
    ออกแบบระบบการจ่ายเงินให้รัดกุม

    การออกแบบระบบการจ่ายเงินให้รัดกุมที่เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ “เอาเงินมาอยู่กับเราก่อน” แล้วจึงค่อยส่งของให้ลูกค้า วิธีนี้ถือได้ว่าปลอดภัยที่สุด สำหรับการขายสินค้าทุกประเภท

    แล้วการเก็บเงินปลายทาง ถือว่าปลอดภัยไหม ? ตรงนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้าที่ขาย ถ้าสินค้าที่ขายไม่ใช่อาหารแต่เป็นวัตถุ สิ่งของ เสื้อผ้า วิธีนี้ก็ยังปลอดภัยอยู่

    แต่ถ้าหากเป็นอาหารสด ที่ขายไม่ได้ต้องทิ้ง การเก็บเงินปลายทางถือเป็นความเสี่ยง เพราะหากลูกค้าไม่รับสินค้า ก็จะทำให้เราไม่สามารถนำสินค้านั้น ไปขายต่อได้นั่นเอง

    ดังนั้นแล้วปลอดภัยที่สุดคือ “เก็บเงินก่อน และส่งของเมื่อได้รับเงินแล้ว” ซึ่งในส่วนนี้ผู้ประกอบการควรสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ด้วยการสร้างเพจหรือหน้าร้านออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถือควบคู่กันไปด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะได้รับสินค้าแน่นอนหลังจากการชำระเงิน นอกจากนี้หากผู้จำหน่ายมีบริการรับชำระเงินหลากหลายช่องทาง อาทิ บัตรเครดิต เคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือ Paypal ก็สามารถอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าให้ได้รับความสะดวกสบาย ไร้ปัญหากวนใจในการจ่ายเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

    #10
    วางแผนการจัดส่งสินค้า

    มาถึงข้อสุดท้ายที่ท้าทายความสามารถในการบริหารจัดการของบรรดาผู้ประกอบธุรกิจทางด้านออนไลน์เป็นอย่างมาก คือการบริหารจัดการนำสินค้าไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

    การขนส่งสินค้าที่ได้รับความนิยมมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น ทางรถไฟ ทางอากาศ ทางน้ำ ทางรถยนต์หรือรถบรรทุก แต่ละช่องทางจะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป หรือวิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือการติดต่อกับบริการ Delivery ต่าง ๆ เช่น DHL, Kerry, FedEx, ไปรษณีย์ไทย และอื่น ๆ โดยการผูกกับบริการ Delivery เป็นวิธีที่ยอดนิยมมากที่สุด เพราะสามารถส่งของถึงมือลูกค้าได้ในระยะเวลาอันสั้น และการันตีด้านความปลอดภัยของการจัดส่งสินค้านั่นเอง

    และทั้งหมดนี้ก็คือ 10 วิธีในการเริ่มขายของออนไลน์ ให้มีคนซื้อ ให้ปัง ให้รวย ซึ่งเป็นเรื่องของทั้งศาสตร์และศิลป์ที่จะต้องนำมาปรับใช้ร่วมกันอย่างลงตัว และจะต้องอาศัยประสบการณ์การลองผิดลองถูก ยังไงก็ขอเอาใจช่วยพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หน้าใหม่ทุกคนที่ตั้งใจจะเริ่มต้นทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ติดตามรับบทความน่าสนใจ​

    ADVERTISEMENT

    คุณอาจชอบ..

    Scroll to Top