กายภาพบำบัด (Physical Therapy) จากภาษาอังกฤษแปลได้ว่าเป็นการรักษาด้วยเครื่องมือทางกายภาพ (Physical Modalities) ซึ่งอาจจะใช้เครื่องมือชนิดพิเศษหรือการออกกำลังกายด้วยก็ได้ เพื่อบำบัดฟื้นฟูให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้ตามปกติมากที่สุด กายภาพบำบัดจึงเป็นศาสตร์การดูแลรักษาสุขภาพที่ไม่เน้นใช้ยาหรือการผ่าตัดใดๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกายภาพบำบัดถูกใช้อย่างแพร่หลายมาโดยตลอด ตอนนี้ก็มีผู้ป่วยหลายกลุ่มที่นิยมใช้วิธีนี้ในการรักษา เช่น ทารกที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับกระดูกและกล้ามเนื้อมาตั้งแต่กำเนิด ผู้ใหญ่ที่มีปัญหากระดูกทับเส้นหรือได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดที่ต้องนอนแบบไม่ค่อยได้ขยับเป็นเวลานาน ผู้สูงอายุที่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต เป็นต้น การกายภาพบำบัดจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดตามกระดูก ข้อต่อและกล้ามเนื้อลง ทำให้กลับมาเคลื่อนไหวได้ดีมากขึ้น บางรายอาจหายเป็นปกติได้เลย นอกจากนี้ความรู้เรื่องกายภาพบำบัด ยังช่วยป้องกันการได้รับบาดเจ็บจนเป็นสาเหตุให้มีปัญหาในด้านการเคลื่อนไหวได้อีกด้วย และนี่ก็เป็นกลุ่มคนที่ควรเข้ารับการทำกายภาพบำบัด

  • ผู้ป่วยโรคออฟฟิศซินโดรม มีปัญหาปวดตามต้นคอ ไหล่และหลัง
  • ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจหรือสมอง ที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพของหัวใจหรือผู้ที่หลอดเลือดสมองแตกจนเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
  • ได้รับอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บที่ศีรษะ กระดูกและกล้ามเนื้อ
  • ผู้ป่วยโรคมะเร็ง
  • ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ
  • ผู้ป่วยที่มีความพิการที่แขนหรือขา
  • ผู้ป่วยเด็ก มีความจำเป็นต้องได้รับการทำกายภาพในหลายกรณี เช่น กล้ามเนื้อหรือกระดูกพิการตั้งแต่กำเนิดหรือได้การความบาดเจ็บในภายหลัง ปอดและหัวใจทำงานผิดปกติ ป่วยด้วยโรคทางพันธุกรรมบางโรค พัฒนาการล่าช้าทั้งสมองและร่างกาย เป็นต้น

ปัจจุบันนี้นักกายภาพบำบัดแบ่งออกได้หลายกลุ่มมากๆ เช่น นักกายภาพระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ นักกายภาพระบบประสาท นักกายภาพระบบทรวงอกและหัวใจ นักกายภาพเด็ก/ผู้สูงอายุ/นักกีฬา เป็นต้น ส่วนประเภทของการกายบำบัดเองก็มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยมีปัญหารุนแรงแค่ไหน ใช้วิธีใดมาบำบัดจึงจะเหมาะสม ดังนี้

  1. การออกกำลังกาย

ป็นวิธีการทำกายภาพบำบัดที่ค่อนข้างจะครอบคลุมและใช้ได้กับผู้ป่วยหลายประเภทมากๆ จึงมักจะถูกใช้ควบคู่ไปกับการบำบัดรักษาด้วยวิธีอื่นๆด้วย การออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายผู้ป่วย ช่วยให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ร่างกายมีความทานมากขึ้น ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานสอดประสานกัน ซึ่งการออกกำลังกายนี้จะออกแบบไหนขึ้นอยู่กับอาการบาดเจ็บของผู้ป่วย ถ้าอาการค่อนข้างรุนแรงก็อาจจะแค่ยืดกล้ามเนื้อก่อน เมื่อดีขึ้นแล้วจึงเพิ่มความหนักในการฝึกร่างกาย แต่ถ้าใครมีอาการไม่มากนัก ก็อาจจะสามารถออกกำลังกายได้ตามปกติเลย

  1. การบำบัดด้วยมือ

การทำกายภาพบำบัดด้วยมือจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เสริมสร้างความยืดหยุ่นให้ร่างกายและบรรเทาอาการเจ็บปวดได้เช่นกัน การบำบัดด้วยมือมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น

  • การนวด คือการใช้มือบีบกดไปตามจุดต่างๆของร่างกาย หากผู้นวดมีความรู้ที่ถูกต้องในการนวดจริงๆ ก็จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น กล้ามเนื้อผ่อนคลาย บรรเทาอาการเจ็บปวด
  • ดัดข้อต่อส่วนวิธีนี้นักกายภาพบำบัดจะออกแรงกดไปที่ข้อต่อ อาจออกแรงกดมากหรือน้อย กดช้าหรือเร็วก็ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี
  • ขยับข้อต่อ ในผู้ป่วยกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องข้อติด นักกายภาพบำบัดจะพิจารณาว่าข้อต่ออยู่ในลักษณะใด จากนั้นก็จะค่อยๆจัดข้อต่อกระดูกให้กลับเข้าที่โดยการดึง ดันหรือบิด ซึ่งจะทำอย่างช้าๆ กระดูกจะอยู่ในแนวเดียวกันมากขึ้น เนื้อเยื้อโดยรอบข้อต่อตึงน้อยลง เคลื่อนไหวได้ดีขึ้นและเจ็บปวดน้อยลงนั่นเอง
  1. การฝึกผู้ป่วย

มีบางกรณีที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องฝึกฝนตัวเองเพื่อให้กลับมาเคลื่อนไหวได้ตามปกติอีกครั้ง เช่น การฝึกเดินในกรณีที่ได้รับความบาดค่อนข้างรุนแรงที่ขาหรือได้รับการบาดเจ็บที่ศีรษะหรือหลอดเลือดจนเดินไม่ได้มาก่อน เป็นต้น การกายภาพบำบัดด้วยวิธีนี้มักต้องใช้อุปกรณ์เสริมด้วย เช่น ไม้ค้ำยัน ราวจับ เก้าอี้วีลแชร์ เป็นต้น เพื่อให้ผู้ป่วยได้ฝึกร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น จนกลับมาทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งการฝึกก็มักจะเป็นการทำกิจวัตรประจำวันนี่เอง อย่างไรก็ตามการกายภาพบำบัดแบบนี้จะต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมและมีความปลอดภัยต่อผู้ป่วยด้วย จะได้ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

  1. การกายภาพบำบัดด้วยวิธีพิเศษ

นอกเหนือจากการทำกายภาพบำบัดด้วยวิธีดังกล่าวข้างต้น แพทย์อาจะพิจารณารักษาด้วยวิธีพิเศษอื่นๆร่วมด้วย เช่น

  • ฟื้นฟูการทรงตัว มักใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการบ้านหมุน เพราะวิธีนี้จะช่วยปรับสมดุลของหูชั้นในได้ ช่วยให้อาการบ้านหมุนดีขึ้น
  • การรักษาบาดแผลอย่างใกล้ชิด มักใช้ในกรณีที่เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงแผลในบริเวณนั้นได้ไม่ดี แผลหายช้า เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทั้งนี้อาจใช้การกระตุ้นด้วยไฟฟ้าหรือการบำบัดด้วยออกซิเจนร่วมด้วย เพื่อให้เลือดไหลได้สะดวกมากขึ้น
  • การกายภาพบำบัดที่อุ้งเชิงกราน ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องปวดท้องน้อยหรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  1. การกายภาพบำบัดด้วยวิธีอื่นๆ

การทำกายภาพบำบัด ยังมีวิธีอื่นๆที่สามารถนำมารักษาร่วมด้วยได้อีกหลายวิธี ดังนี้

  • วารีบำบัด คือการทำกายภาพบำบัดด้วยการทำกิจกรรมในน้ำ เช่น ว่ายน้ำ ออกกำลังกายในน้ำ เป็นต้น ส่วนใหญ่จะใช้กับผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมหรือผู้ป่วยที่ปวดหลัง ปวดตามกล้ามเนื้อและกระดูก เป็นต้น
  • รักษาด้วยการอัลตราซาวด์ คลื่นอัลตราซาวด์เป็นคลื่นความถี่สูง สามารถนำมาใช้บรรเทาอาการปวดอักเสบตามกล้ามเนื้อได้ ลดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวก่อนจะเริ่มออกกำลังกาย
  • การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า คือการใช้กระแสไฟฟ้าระดับต่ำมากระตุ้นการทำงานของร่างกาย ช่วยรักษาอาการเจ็บปวด ปัจจุบันนี้กำลังศึกษาการนำมาใช้กับผู้ป่วยที่กระดูกหักหรือมีบาดแผลตามผิวหนังด้วย
  • การประคบ แบ่งได้ 2 แบบคือ ประคบร้อนและประคบเย็น การประคบร้อนมักจะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการข้อยึดติดและขยับร่างกายได้ลำบาก เพราะความร้อนจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจะคลายตัว อาการข้อยึดจะบรรเทาลง หรือจะใช้คลายกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายก็ได้ แต่ว่าถ้าเพิ่งได้รับการบาดเจ็บมา อย่าเพิ่งประคบร้อน เพราะอาจทำให้เกิดอาการบวมตามมาได้ ส่วนประคบเย็นจะเน้นใช้เพื่อบรรเทาอาการปวด บวมเป็นหลัก ส่วนใหญ่จะใช้น้ำแข็งมาประคบหรืออาจใช้โลชั่นหรือเจลสูตรเย็นมาใช้ร่วมด้วยก็ได้
    1. ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยหลังได้รับการบาดเจ็บ

    เมื่อได้รับการบาดเจ็บ กล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็นรวมไปถึงเนื้อเยื่อต่างๆก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ได้รับ ซึ่งมันอาจทำให้การเคลื่อนไหวผิดปกติ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับการทำกายภาพบำบัด เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ เพิ่มความยืดหยุ่น ช่วยบรรเทาและฟื้นฟูร่างกายจากอาการบาดเจ็บ ช่วยให้กลับมาเคลื่อนไหวได้ตามปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ป่วยรู้วิธีหลีกเลี่ยงการได้รับบาดเจ็บซ้ำอีกด้วย

    1. ฟื้นฟูสุขภาพให้กับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู

    มีผู้ป่วยหลายโรคที่ได้รับผลกระทบจากอาการเจ็บป่วย จนทำให้ร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคกระดูก การได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลัง เป็นต้น เพราะถ้าละเลยตรงส่วนนี้ไปอาจก่อให้เกิดความพิการตามมาได้ แต่ว่าการทำกายภาพบำบัดในส่วนนี้มักได้รับความร่วมมือจากบุคลากรหลายกลุ่มด้วยกัน เช่น นักจิตวิทยา นักกายภาพบำบัดการพูด แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด เป็นต้น ส่วนนักกายภาพจะมีความสำคัญในเรื่องการทำกายภายให้กับผู้ป่วย ช่วยระบุว่าต้องเคลื่อนไหวมากน้อยเท่าไรจึงจะปลอดภัยรวมไปถึงแนะนำอุปกรณ์เสริมอื่นๆที่จะช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้สะดวกมากขึ้น เช่น ที่ช่วยเดิน รถวีลแชร์ เป็นต้น

    1. ช่วยรักษาปัญหาสุขภาพเรื้อรังทั้งของเด็กและผู้ใหญ่

    ผู้ป่วยหลายรายมีอาการป่วยแบบเรื้อรังมานาน เช่น ผู้ป่วยโรคพาร์คินสัน โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ เป็นต้น ซึ่งสร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้ป่วยอย่างมาก การทำกายภาพบำบัดจะช่วยให้อาการของโรครุนแรงน้อยลง ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนผู้ป่วยที่เป็นเด็กไม่ว่าจะได้รับบาดเจ็บหรือมีปัญหาสุขภาพร้ายแรงมาตั้งแต่เกิด การทำกายภาพบบำบัดจะทำร่วมกับการติดตามพัฒนาทางสมองและร่างกายของผู้ป่วยร่วมด้วย มีผลดีทั้งในเรื่องการเคลื่อนไหวและพัฒนาการ

  • การทำกายภาพบำบัดเป็นวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์แขนงหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่ใช่ใครจะทำก็ได้ นักกายภาพบำบัดต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวิธีการทำกายภาพ ต้องชำนาญเรื่องกายวิภาคและสรีระของร่างกายมนุษย์เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นก่อนจะเข้ารับบริการ อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลของคลินิกและนักกายภาพให้ดีเสียก่อน ที่สำคัญต้องมีใบประกอบโรคศิลป์สาขากายภาพบำบัดด้วย
  • ผลการรักษาด้วยการกายภาพบำบัดนั้นจะดีมากน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของอาการเจ็บป่วย อายุผู้ป่วย ระยะเวลาในการป่วย เป็นต้น และการกายภาพถ้าจะให้ได้ผลดี ควรเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ส่วนเทคนิคที่นักกายภาพจะใช้นั้นก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่กรณี บางครั้งอาจใช้แค่วิธีเดียว บางครั้งอาจใช้หลายวิธีร่วมกัน สำหรับบางคนมารักษาหลายครั้ง อาจได้รับการรักษาที่ไม่ซ้ำวิธีกันเลยก็ได้
  • ถึงแม้การกายภาพบำบัดจะใช้ความรู้ที่ถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ และเน้นรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการผ่าตัด แต่ว่าถ้าเจ็บป่วยด้วยอาการที่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัด ก็ควรทำการรักษาด้วยวิธีการปกติควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด

สรุปว่าการทำกายภาพบำบัดถือเป็นอีกศาสตร์หนึ่งของการแพทย์แผนปัจจุบัน มีจุดประสงค์เพื่อบำบัดฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยโดยไม่เน้นการรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัด เป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญกับการรักษาในปัจจุบันไม่น้อยเลย หากรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม อาจจะได้ผลดีมากๆในบางโรค ผู้ป่วยอาจหายป่วยได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเลยหรือไม่ก็กลับมาเคลื่อนไหวได้ตามปกติหลังจากที่เคยได้รับบาดเจ็บหนักจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มาก่อน อย่างไรก็ตามการทำกายภาพบำบัดอาจไมได้เหมาะสมที่จะรักษาผู้ป่วยในทุกกรณี ดังนั้นหากเจ็บป่วยแล้วไม่แน่ใจว่าจะทำกายภาพบำบัดหรือรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันทั่วไปดี ให้ลองไปปรึกษาแพทย์ก่อน จะได้มีแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

You cannot copy content of this page
Scroll to Top