ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) คืออะไร | อาการ สาเหตุ ป้องกัน และรักษา

ไข้หวัดใหญ่ สาเหตุ อาการ ป้องกัน รักษา

ADVERTISEMENT

[สารบัญ] ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) คืออะไร | อาการ สาเหตุ ป้องกัน และรักษา
    Add a header to begin generating the table of contents

    โรคไข้หวัดใหญ่ หนึ่งในโรคที่อันตรายสามารถคร่าชีวิตผู้คนได้ เมื่อเรารับโรคไข้หวัดใหญ่มาแล้วจะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นได้และมีอาการที่ค่อนข้างรุนแรงเป็นอันตรายต่อชีวิต ดังนั้นเราไม่ควรมองข้ามปัจจัยที่สามารถเป็นตัวทำลายสุขภาพของเราหรือ คนที่เรารักได้ เราจึงต้องรู้จัก รู้ทันโรคไข้หวัดใหญ่ก่อนที่มันจะมาหาเราโดยที่ไม่ทันตั้งตัว รู้อย่างนี้แล้วมาเริ่มกันเลยว่าโรคไข้หวัดใหญ่คืออะไร อาการเป็นอย่างไร มีวิธีป้องกันและรักษาอย่างไรบ้าง

    ไข้หวัดใหญ่ คืออะไร

    ไข้หวัดใหญ่ (Influenza หรือ Flu) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสเข้าสู่ทางระบบเดินหายใจ ได้แก่ จมูก , ลำคอ , หลอดลม และ ปอด ซึ่งโรคดังกล่าวนี้มีอาการตั้งแต่ระดับปานกลางจนถึงระดับรุนแรงให้แก่อันตรายต่อชีวิต มักพบบ่อยในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน – เดือนตุลาคม กับ ฤดูหนาวตั้งแต่เดือนมกราคม – เดือนมีนาคม ที่ทุกคนเรียกว่า “ฤดูกาลไข้หวัด (Cold and Flu Season)”

    บุคคลที่ค้นพบโรคไข้หวัดใหญ่ คือ ฮิปโปเครติส (Hippocreates) ได้รับยกย่องว่า บิดาแห่งการแพทย์ อธิบายเกี่ยวกับโรคติดต่อมากมายหนึ่งในนั้นมีโรคไข้หวัดใหญ่ด้วย แต่ไม่มีการบันทึกอย่างชัดเจน

    จนกระทั่งมีการอธิบายชัดเจนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างปี 1918 – ปี 1919 ไข้หวัดใหญ่สเปน กลายเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดของช่วงเวลานั้นส่งผลมีผู้เสียชีวิตไปราว 50 ล้านคนนับตั้งแต่เหตุการณ์ กาฬมรณะ (Black Death) เลยทีเดียว ต่อมากลับมาระบาดอีกครั้งในปี 1977 – ปี1978 มีชื่อเรียกว่า ไข้หวัดรัสเซีย เมื่อเวลาผ่านไปมีสายพันธุ์ใหม่เรื่อย ๆ

    จนนักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า โอกาสเป็นไปได้โรคไข้หวัดใหญ่จะสามารถแพร่ระบาดครั้งใหญ่ได้เสมอ โชคดีความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ผนวกกับทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ ช่วยรับมือการแพร่ระบาดของโรคนี้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้ดีกว่ายุคสมัยก่อน

    ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกามีผู้เสียชีวิตมาจากโรคไข้หวัดใหญ่ปีละ 12,000 – 56,000 คน ตามรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกัน (CDC) และข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยาในประเทศไทยมีการเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม ปี 2019

    ความแตกต่างระหว่าง ไข้หวัด และ ไข้หวัดใหญ่

    เนื่องจากไข้หวัดกับไข้หวัดใหญ่มักระบาดในช่วงเดียวกัน ทำให้ผู้คนจำนวนมากก่อเกิดเข้าใจผิดนำไปสู่อันตรายต่อชีวิต สามารถเห็นข้อแตกต่างระหว่างทั้งสองโรคนี้ ดังต่อไปนี้

    • ไข้หวัด (Common Cold หรือ Cold) ต้นเหตุเชื้อไวรัสหลายชนิด พบบ่อยที่สุดคือ เชื้อไวรัสไรโนไวรัส (Rhinoviruses) และเชื้อไวรัสอื่น ๆ โดยทั่วไป ส่วนไข้หวัดใหญ่มีเชื้อไวรัสเดียวชื่อว่า “Influenza virus”
    • แม้ทั้งสองโรคนี้ติดต่อทางระบบเดินหายใจเหมือนกัน ไข้หวัดใหญ่พิเศษสามารถติดต่อจาก สัตว์ด้วย ซึ่งไข้หวัดติดต่อจากสิ่งแวดล้อมกับคนเท่านั้น
    • อาการของไข้หวัด คือ ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย คัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ และไอ ซึ่งอาการนี้ไม่รุนแรงและค่อยเป็นค่อยไป ไข้หวัดใหญ่มีอาการคล้ายกับไข้หวัด แตกต่างตรงที่อาการรุนแรงกว่า ไม่ว่าเป็นไข้สูง ปวด กล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไอ รวมถึงมีภาวะโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ
    • วิธีการรักษาของไข้หวัด แค่พักผ่อนและดื่มน้ำเพียงพอ สำหรับไข้หวัดใหญ่ทำตามคำแนะนำของเภสัชกรอาจจะรับประทานยาลดไข้ ยาปฏิชีวนะ กรณีอาการรุนแรงมากต้องให้ยาต้านไวรัสชื่อว่า “ยาโอลเซลทามิเวียร์ (Oseltumivir)”
    • วิธีป้องกันของไข้หวัด สามารถดูแลสุขภาพแข็งแรงได้ แต่ไข้หวัดใหญ่ได้รับฉีดวัคซีนป้องกันทุกปี

    ไข้หวัดใหญ่ มีกี่ประเภท

    แบ่งจำแนก 3 ชนิดหลักใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้

    ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A

    สาเหตุมาจากฤดูกาลพบทั้งในคนและสัตว์ มีอาการรุนแรงและอันตรายที่สุดสามารถติดต่อจากสัตว์ไปสู่คน หรือ ติดต่อจากคนไปสู่คน ได้ การสัมผัสทางอากาศที่มีเชื้อไวรัสแพร่กระจายเป็นวงกว้างทำให้ระบาดไปทั่วโลกในระยะอันรวดเร็ว

    ยังสามารถแบ่งเป็นสายพันธุ์ย่อย ๆ โดยเรียกตามชื่อตามชนิดของโปรตีนที่พบบนผิวของเชื้อไวรัสได้แก่ ฮีแม็กกลูตินิน (Hemagglutinin) มี 16 ชนิดย่อย (H1-H16) และ นิวรามินิเดส (Neuraminidase) มี 9 ชนิดย่อย (N1-N9) จึงใช้ตัวย่อทั้งสอง H ควบคู่กับ N แล้วมีตัวเลขกำกับท้ายตัวย่อแต่ละตัวตามชนิดของโปรตีน อาทิ เช่น

    • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 (เก่า) ต้นเหตุมาจากประเทศสเปน จึงมีชื่อเรียกว่า “ไข้หวัดสเปน” ระบาดทั่วในปี 1919 – ปี 1919 กลับมาระบาดอีกครั้งในปี 1977 ต้นเหตุมาจากประเทศรัสเซีย จึงมีชื่อเรียกว่า “ไข้หวัดรัสเซีย”
    • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 สายพันธุ์ใหม่ (สายพันธุ์ 2009) ระบาดใหญ่ในช่วงปี 2009 พบในทั้งหมู สัตว์ปีก และคน มีอาการรุนแรงกว่าสายพันธุ์เก่า ค้นพบในประเทศเม็กซิโกถูกเรียกว่า “ไข้หวัดหมู” เชื้อสามารถแพร่กระจายตั้งแต่ 1 วัน ก่อนมีอาการ แพร่ได้มากที่สุดใน 3 วันแรกของการเจ็บป่วย และอาจแพร่ได้จนถึง 7 วัน
    • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H2N2 พบในปี 1957 – ปี 1958 ระบาดในเอเชียมีผู้เสียชีวิตราว 1 ล้านคน
    • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H3N2 พบในปี 1968 -1969 ระบาดในประเทศฮ่องกงมีผู้เสียชีวิตราว 7 แสนคน
    • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H5N1 พบครั้งแรกในประเทศไทยในปี 2004 ต้นเหตุมาจากแพร่ระบาดในสัตว์ปีก ซึ่งติดต่อจากสัตว์ปีกสู่คน หรือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีอาการรุนแรงกว่าเดิมทำให้มีการเสียชีวิตจึงเรียกชื่อว่า “ไข้หวัดนก”แต่ติดต่อคนสู่คนเกิดขึ้นน้อยมากจึงสามารถควบคุมการระบาดได้

    ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ B

    ก่อเกิดตามฤดูกาลพบในคนเท่านั้น มีอาการรุนแรงน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แต่สามารถกลายพันธุ์ได้ นอกจากนั้นไม่มีสายพันธุ์ย่อยอีกด้วย

    ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C

    ส่งผลกระทบต่อคนน้อยมาก มีอาการความรุนแรงน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B มักไม่ค่อยแพร่ระบาดและอาการจะคล้ายกับหวัด

    อาการไข้หวัดใหญ่

    ไข้หวัดใหญ่ มีอาการอย่างไร

    ไข้หวัดใหญ่จะมีอาการเกิดขึ้นทันทีไข้สูง 38 – 41 องศาเซลเซียส หรือ มากกว่านั้น หนาวสั่น เจ็บคอ มีน้ำมูกใสไหล ไอแห้ง ๆ ปวดเหมื่อยกล้ามเนื้อมากโดยเฉพาะบริเวณหลัง ต้นขา กระเบนเหน็บ และ ต้นแขน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร บางครั้งไม่มีอาการคัดจมูก หรือ หวัด ก็ได้ และมีคลื่นไส้อาเจียน จุกแน่นท้อง อาจมีอาการภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย

    ภาวะแทรกซ้อนและกลุ่มเสี่ยง

    ภาวะแทรกซ้อน คนส่วนใหญ่หายจากไข้หวัดใหญ่ได้โดยไม่มีอาการภาวะแทรกซ้อน เกิดขึ้นส่วนน้อยมักเป็นอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ดังนี้

    • ภาวะแทรกซ้อนชนิดไม่รุนแรง พบได้บ่อย คือ ไซนัสอักเสบ, หลอดลมอักเสบ, หลอดลมพอง, หูชั้นในอักเสบ, หูติดเชื้อ และ หูน้ำหนวก
    • ภาวะแทรกซ้อนชนิดรุนแรง คือ ปอดอักเสบ
    • ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่น ๆ ที่อาจพบได้ คือ สมองอักเสบ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis), กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis), หลอดเลือดดำอักเสบร่วมกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (Thrombophlebitis), ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น เป็นต้น
    • ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ปอดอักเสบ มักเกิดในผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

    กลุ่มเสี่ยง กลุ่มผู้ป่วยที่มีโอกาสไปได้เป็นโรคไข้หวัดใหญ่มี 9 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

    • เด็กอายุ 6 เดือน – อายุ 2 ปี
    • ผู้หญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป
    • ผู้พิการทางสมอง
    • ผู้ที่เป็นโรคอ้วน หรือ น้ำหนักเทียบเท่ามากกว่า 100 กิโลกรัม
    • ผู้ที่สูบบุหรี่จัด
    • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 6 โรค ได้แก่ โรคหัวใจ , โรคหอบหืด , โรคหลอดเลือดสมอง , โรคไตวาย , โรคเบาหวาน และ ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด
    • โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ
    • ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป
    • บุคลากรทางแพทย์
    สาเหตุไข้หวัดใหญ่

    สาเหตุของ ไข้หวัดใหญ่

    เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อว่า “อินฟลูเอนซา (Influenza virus) ” พบบ่อยช่วงฤดูกาลฝนและฤดูหนาว เชื้อดังกล่าวนี้ต้องผ่านทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ เช่น หายใจ การกิน การดื่ม หรือ การสัมผัสเชื้อที่เนื้อเยื่อโดยทางเลือด เป็นต้น ยังสามารถแพร่กระจายไปที่สัตว์สู่คนได้ ซึ่งเกษตรกรและหมู่ปศุสัตว์มีโอกาสมีเชื้อดังกล่าวนี้สูง

    ป้องกันไข้หวัดใหญ่

    วิธีป้องกัน โรคไข้หวัดใหญ่

    การป้องกันช่วยลดอัตราการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

    • หลีกเลี่ยงใกล้ชิดกับผู้ป่วย ถ้าจำเป็นต้องเข้าใกล้ผู้ป่วย ต้องสวมหน้ากากอนามัยด้วยทุกครั้ง
    • หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดในช่วงการระบาดโรคไข้หวัดใหญ่
    • หมั่นล้างมือด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทุกครั้ง ก่อนประทานอาหารและหลังรับประทานอาหาร
    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสปาก มือ และตา
    • อย่าใช้สำหรับของส่วนตัวร่วมกับคนอื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว, แก้วน้ำ, ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น
    • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกปี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง

    การดูแลตัวเองหรือคนข้างเคียงเมื่อเป็นโรคไข้หวัดใหญ่

    การดูแลตัวเองและคนรอบข้างควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ดังนี้

    • พบแพทย์เมื่อมีอาการเสี่ยงเป็นโรคไข้หวัดใหญ่เพื่อเข้ารับการรักษา
    • ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น และหมั่นล้างมือทุกครั้งก่อนกับหลังรับประทานอาหาร
    • เด็กเล็กต้องเช็ดตัวเพื่อให้ลดไข้กรณีไข้สูง เพราะไข้อาจจะกระตุ้นเร่งเกิดชักได้ ควรใช้น้ำอุ่น หรือ น้ำธรรมดา ห้ามใช้น้ำเย็นจัดและน้ำแข็งเด็ดขาด
    • หลีกเลี่ยงเข้าใกล้กับผู้ป่วยกับผู้มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ เป็นต้น

    รักษาไข้หวัดใหญ่

    การรักษา ไข้หวัดใหญ่

    โรคไข้หวัดใหญ่สามารถรักษาตามอาการเช่นเดียวกับไข้หวัด แต่กรณีกลุ่มผู้เสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง ทางแพทย์มีคำแนะนำหากมีอาการสงสัยไข้หวัดใหญ่ โดยมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว มีน้ำมูกใสไหล รีบมาพบแพทย์เข้ารับรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งกลุ่มผู้ป่วยเสี่ยงและบุคคลอื่น

    โรคภัยไข้เจ็บอันตรายต่อชีวิตแค่ไหน ถ้ารู้ทันโรค และรู้จักป้องกันโรค เรามีเกราะป้องกันเท่าตัว ดังนั้น อย่าลืม ดูแลสุขภาพตัวเองและคนที่คุณรัก ดั่งพุทธเจ้ากล่าวสอน “การไม่เป็นโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” โรคไม่ได้น่ากลัวที่คิดหากคุณใส่ใจร่างกายของตัวเอง

    ขอบคุณแหล่งที่มา

    https://www.bangkokhospital.com/th/

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ติดตามรับบทความน่าสนใจ​

    ADVERTISEMENT

    คุณอาจชอบ..

    Scroll to Top