นวด แก้อาการได้จริงหรือไม่/ประเภท ประโยชน์ ความเสี่ยง

นวด
[สารบัญ] นวด แก้อาการได้จริงหรือไม่/ประเภท ประโยชน์ ความเสี่ยง
    Add a header to begin generating the table of contents

    การนวดเป็นวิธีการบำบัดอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะมันช่วยบำบัดอาการได้หลากหลายทั้งความปวดเมื่อย ความเครียด โรคภัยไข้เจ็บบางประเภท หรือจะนำไปใช้ในเรื่องความงามก็ยังได้ เรียกว่าเป็นการบำบัดที่สามารถใช้ได้สารพัดประโยชน์เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามมีประโยชน์ก็ต้องมีความเสี่ยงอย่างอื่นที่ต้องระวังเช่นเดียวกัน

    นวด คืออะไร?

    นวด (Massage) หมายความว่า การสัมผัส มีที่มาจากภาษากรีกคำหนึ่งคือ Massien และภาษาละตินอย่างคำว่า Manus มีความหมายแบบตรงตัวเลยคือ การรักษาด้วยมือ แต่ว่าภาพรวมของการนวดคือ การใช้มือกระทำหรือสัมผัสร่างกายอย่างเป็นระบบตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เนื้อเยื่อและระบบอวัยวะทั้งหมดของร่างกายทำงานได้ดีมากขึ้น

    ประเภทของการนวด

    นวด - 3
    รูป นวด

    ในบรรดาสารพัดวิธีการรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนนั้น การนวดนับเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน มีบันทึกไว้มากมายทั้งในด้านวิชาการและวรรณกรรมว่าการนวดมีประสิทธิภาพในการบำบัดรักษาอย่างไร สำหรับในประเทศไทยเอง สถานที่สำคัญที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการนวดนั้นคือ วัดโพธิ์ ที่นี่เปรียบเสมือนตำราที่ทำขึ้นจากคนสมัยก่อนที่ยังตกทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างพัฒนามากขึ้นไม่เว้นแม้แต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ ดังนั้นการนวดเองก็ต้องพัฒนาตามมาให้ทันเช่นเดียวกัน มันจึงทำให้การนวดแบ่งแยกย่อยไปได้หลากหลายวิธีขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและจุดประสงค์ของการนวด แต่ว่าสามารถแบ่งได้อยู่ 3 ประเภทหลัก ดังนี้

    1. การนวดเพื่อแก้ไขระบบลมปราณ

    การนวดแบบแรกเป็นการนวดแบบตะวันออก มีรากฐานมากจากความเชื่อที่ว่าร่างกายของมนุษย์เราประกอบไปด้วยธาตุ 4 ชนิดซึ่งก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีความร้อนและเย็นทั้งภายในร่างกายและจิตใจ ธาตุทั้งหมดนี้ยังมีการเคลื่อนไหวแลกเปลี่ยนกันอยู่เสมอผ่านเส้นที่คนไทยเรียกกันว่า “เส้นสิบ” เส้นนี้มีในความเชื่อของคนจีนและญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน สิ่งที่ไหลเวียนนั้นคือเลือดลม เป็นพลังงานที่ช่วยให้ร่างกายสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ หรือจะเรียกว่าพลังชีวิตหรือลมปราณอาจจะคุ้นเคยกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นร่างกายจะมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ดีเมื่อธาตุทั้งหมดมีความสมดุลกัน ในทางตรงกันข้ามหากเลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก ธาตุขาดความสมดุล ปัญหาสุขภาพก็จะเริ่มตามมา ดังนั้นการนวดประเภทนี้จึงเป็นการนวดเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง ช่วยป้องกันการเจ็บป่วย เพราะมันคือการนวดที่จะช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีเหมือนเดิม การนวดในกลุ่มนี้ก็มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน เช่น นวดไทย นวดกดจุด นวดญี่ปุ่น เป็นการนวดที่ล้วนแล้วแต่อยู่บนพื้นฐานความเชื่อว่าช่วยให้พลังงานชีวิตไหลเวียนได้ดีขึ้นทั้งสิ้น

    1. การนวดเพื่อแก้ไขโครงสร้างร่างกาย

    ส่วนการนวดในลักษณะนี้จะอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และการแพทย์ การนวดจะต้องวัดผลได้และนวดเฉพาะในจุดที่สามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงได้จริงเท่านั้น แบ่งการนวดออกแยกย่อยได้หลายประเภทเช่นเดียวกัน เช่น นวดแบบสวีดิช นวดแบบออสทีโอ นวดแบบไคโรแพรคติก เป็นต้น สำหรับการนวดแบบสวีดิช จะใช้วิธีการบิด คลึง ทุบลงไปที่ผิวหนังโดยตรงเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวลง แต่จะนวดลงไปไม่ลึกมากนัก เน้นแค่กล้ามเนื้อชั้นบนและข้อต่อตามจุดต่างๆ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและกระปรี้กระเปร่ามากยิ่งขึ้น หากมีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหรือข้อต่อมาก่อน การนวดแบบนี้อาจช่วยบรรเทาอาการได้ ทั้งนี้อาจจะมีตัวช่วยอย่างแป้งหรือน้ำมันมาใช้ร่วมด้วย เพื่อทำให้การนวดนั้นลื่นไหลมากขึ้น ส่วนการนวดที่เหลืออีก 2 แบบจะทำเพื่อแก้ไขระบบในร่างกายที่ทำงานผิดปกติโดยเฉพาะกระดูก โดยจะเน้นการบิดหรือเคลื่อนกระดูกบางส่วนให้กลับเข้าที่ แต่กระดูกหากเคลื่อนแบบผิดๆจะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องนวดด้วยผู้ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญมากเท่านั้น

    1. การนวดแบบผสม

    การนวดแบบนี้จะเอาทั้งวิธีแบบตะวันออกและตะวันตกมาผสมผสานกัน นั่นก็เพราะว่าร่างกายมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นประกอบขึ้นจากอะตอมจำนวนมหาศาลที่มีความร้อนและการสั่นไหวอยู่ตลอดเวลา ความร้อนนี้ไม่ต่างจากคลื่นที่ส่งออกมาจากอะตอมในแต่ละตัว การนวดแบบผสมนี้จึงเน้นปรับปรุงโครงสร้างร่างกายและช่วยให้พลังงานชีวิตไหลเวียนได้ดีขึ้น การนวดแบบผสมที่ได้รับความนิยมจะมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ ไรเคียนเทอราปี ที่จะเน้นแก้ปัญหาทั้งร่างกายและอารมณ์ เพราะจะนำการนวดกับจิตบำบัดมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน และการนวดแบบโพลาริตี้ ที่จะนำแนวคิดเรื่องการนวดอินเดียกับโยคะมาใช้ร่วมกัน ช่วยทั้งในเรื่องการไหลเวียนของพลังชีวิตและการปรับปรุงโครงสร้างร่างกายด้วยเช่นเดียวกัน

    ประโยชน์ของการนวด

    นวด - 1
    รูป นวด
    1. นวดเพื่อสุขภาพ

    จะนวดเพื่อกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีมากขึ้น ช่วยลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อคลายตัวมากยิ่งขึ้น การนวดบางชนิดใช้สมุนไพรร่วมด้วย อาจจะใช้ประคบหรือใช้แช่ตัวร่วมกับการนวด ช่วยรักษาปัญหาสุขภาพบางอย่างได้ เช่น ไข้หวัด คัดจมูก นอนหลับยาก การขับถ่ายของเสียไม่ดี เป็นต้น พูดง่ายๆคือจะช่วยรักษาสมดุลภายในร่างกายและทำให้สุขภาพโดยรวมดียิ่งขึ้น

    1. นวดเพื่อบำบัดอาการ

    การนวดหลายประเภทถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อบำบัดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นจากการทำงานหนัก ยกของหนักหรือยกผิดท่าทาง กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่ เป็นต้น

    1. นวดเพื่อความสวยงาม

    การนวดประเภทนี้มักจะใช้สมุนไพรหรือน้ำมันบำรุงผิวมาใช้ร่วมด้วย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตใต้ผิวหนัง ผิวพรรณแข็งแรง กระชับ เปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น

    1. นวดคลายความเครียด

    การนวดช่วยลดความเครียดได้ โดยเฉพาะนวดที่ศีรษะ ลำคอ บ่าและหัวไหล่ เพราะในบางครั้งหากมีอาการเครียดขึ้นจะปวดศีรษะ ลำคอหรือลำตัวช่วงบน การนวดในบริเวณนี้จะช่วยลดอาการปวดลง ช่วยผ่อนคลายความเครียดลงได้ ยิ่งถ้าใช้น้ำมันหอมระเหยร่วมด้วยแล้วละก็จะช่วยลดความตึงเครียดได้เพิ่มมากขึ้นอีก ช่วยบำบัดทั้งร่างกายและจิตใจเลยทีเดียว

    ความเสี่ยงของการนวด

    นวด - 2
    รูป นวด

    ถึงแม้ว่าการนวดจะดีต่อสุขภาพค่อนข้างมาก แถมยังทำให้รู้สึกผ่อนคลายและบรรเทาอาการปวดเมื่อยได้ แต่ว่าการนวดนั้นอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหรือมีสภาพร่างกายที่ไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ อาจจะได้รับผลกระทบจากการนวดได้ ดังนี้

    • สตรีตั้งครรภ์ เพราะเวลาตั้งครรภ์ มดลูกที่โตขึ้นจะกดทับเส้นเลือดใหญ่ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก มีโอกาสสูงที่จะมีลิ่มเลือดอุดตันอยู่ตามเส้นเลือดที่ขา การนวดการจะไปทำให้ลิ่มเลือดที่อุดตันอยู่หลุดออกมาแล้วไหลเข้าสู่ปอด อาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ เพราะฉะนั้นถ้าตั้งครรภ์แล้วอยากนวด ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอเพื่อความปลอดภัยสูงสุด เวลาจะนวดต้องเลือกสถานที่นวดที่ได้มาตรฐาน ผู้นวดก็ต้องมีความเชี่ยวชาญและมีความรู้ในเรื่องการนวดสำหรับสตรีตั้งครรภ์ด้วย
    • เมื่อรับประทานอิ่มใหม่ๆหรือเพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ ไม่ควรนวด
    • มีแผลตามร่างกายที่ยังไม่หายดี โดยเฉพาะแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
    • ผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางโรค เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็งหรือมีเนื้องอกตามส่วนต่างๆในร่างกาย ต้องหลีกเลี่ยงการกดจุด หากอยากนวดควรไปพบแพทย์ก่อน จะได้รู้ว่าสามารถนวดได้อย่างปลอดภัยหรือไม่
    • ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต เช่น หลอดเลือดดำอุดตัน ภาวะเลือดแข็งตัวช้า เกล็ดเลือดต่ำอย่างรุนแรง เป็นต้น ทั้งนี้ถ้ากำลังทานยาละลายลิ่มเลือดหรือวิตามินบางตัวอยู่ก็อาจเผชิญความเสี่ยงกับการนวดได้เช่นเดียวกัน
    • ผู้ป่วยโรคกระดูก เช่น กระดูกพรุนอย่างรุนแรง กระดูกบาง ข้อต่อหลวม กระดูกแตกหักหรือกำลังอยู่ในระหว่างการรักษา กระดูกเพิ่งได้รับการผ่าตัด เป็นต้น การนวดอาจทำให้การเจ็บป่วยหรืออาการบาดเจ็บรุนแรงมากขึ้น

    จะเห็นได้ว่าการนวดมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยงต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงเกี่ยวกับการนวดก็คือ ความปลอดภัยต่อสุขภาพ ดังนั้นใครที่มีปัญหาสุขภาพหรือกำลังตั้งครรภ์อยู่ต้องปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดทุกครั้งว่าสามารถนวดได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ที่สำคัญอยากให้คิดไว้เสมอว่าการนวดคือการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก เพราะฉะนั้นไม่แนะนำให้ใช้การนวดมาทดแทนวิธีการรักษาทางการแพทย์ ให้เข้าไปตรวจร่างกายก่อนแล้วรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน ส่วนการนวดควรนำมาใช้เป็นทางเลือกเสริมหรือใช้ควบคู่กับไปจะดีกว่า นอกจากนี้ถ้าจะนวดต้องนวดกับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะหากนวดอย่างไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาภายหลังได้ ทั้งนี้หากรู้สึกเจ็บปวดมากผิดหลังนวด ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้อาการอาจจะรุนแรงมากกว่าเดิมได้

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    ติดตามรับบทความน่าสนใจ​

    คุณอาจชอบ..

    You cannot copy content of this page
    Scroll to Top

    ช่วยตอบคำถามเพื่อให้เราผลิตบทความที่เป็นประโยชน์ต่อคุณ
    บทความนี้เป็นประโยชน์ต่อคุณหรือไม่?